BMW มองการณ์ไกล ขยายตลาดในกลุ่ม e-Car เพื่อแข่งขันในกลุ่มตลาดรถพลังงานไฟฟ้า

BMW มองการณ์ไกล ขยายตลาดในกลุ่ม e-Car เพื่อแข่งขันในกลุ่มตลาดรถพลังงานไฟฟ้า

BMW เพิ่มสายลายผลิต โดยลงทุนราวๆ 500 ล้านยูโร หรือประมาณ (17.4 หมื่นล้านบาท) ถือว่าเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ใหญ่ที่สุดในยุโรปเลยก็ว่าได้ เรียกว่า โรงงาน Tesla ร้อนๆหนาวๆเลยทีเดียว

BMW ได้เพิ่มโมดูลสายการผลิตถึง 8 รายการ สำหรับแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าที่โรงงาน Dingolfing ในรัฐบาวาเรียและมีแผนว่าจะเพิ่มสายการผลิตอีกภายในปี 2565 เรียกว่าตั้งเป้าที่จะผลิตให้มากกว่า 500,000 คันต่อปี

Mr. Zipse ประธานคณะผู้บริหาร BMW ได้กล่าวไว้ว่าการเพิ่มสายการผลิตที่มากยิ่งขึ้น ครั้งนี้เป็นการพิสูจน์กลยุทธ์ที่จะสามารถสู้กับคู่แข่งหลักๆอย่าง Tesla ของ Elon Musk

ภายใต้โรงงาน Dingolfing กำลังผลิตในมอเตอร์และแบตเตอรี่รุ่นใหม่ ที่ทาง BMW ได้นำเสนอว่า จะถูกใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง iX3 ที่ประกอบขึ้นในประเทศจีน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รวมไปถึงรุ่นใหม่ๆอย่าง iNEXT SUV และ i4 รถหรูพลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งกำหนดเปิดตัวในช่วงปี 2021 ก็จะเริ่มใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน

ข่าวสารรถยนต์เพิ่มเติม : พัฒนาไปอีกขั้น Maserati Nettuno Engine ระบบ Twin-Turbo V6 เพิ่มแรงม้าสูงสุด 630 แรงม้า!!

พัฒนาไปอีกขั้น Maserati Nettuno Engine ระบบ Twin-Turbo V6 เพิ่มแรงม้าสูงสุด 630 แรงม้า!!

พัฒนาไปอีกขั้น Maserati Nettuno Engine ระบบ Twin-Turbo V6 เพิ่มแรงม้าสูงสุด 630 แรงม้า!!

พัฒนาไปอีกขึ้นในเรื่องเครื่องยนต์ สำหรับค่ายตรีศูลอย่าง Maserati ที่เริ่มจะเมินหน้าออกจาก Ferrari หันมาพัฒนาภายใต้บริษัท Modena Motor ที่กำลังเปิดตัวรถบบส่งกำลังใหม่ทั้งหมด โดยใช้ชื่อว่า Maserati Nettuno โดยเป็นระบบเครื่องยนต์แบบ V.6 ขนาด 3.0 ลิตร Turbo คู่ ที่มีจุดเด่นอย่างน้ำหนักที่น้อยกว่า 220 กิโลกรัม (485 ปอนด์)

เป็นเครื่องยนต์ที่มีน้ำหนักเบา แต่สามารถสร้างพละกำลังได้ถึง 630 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที 730 นิวตันเมตร (538 ปอนด์ต่อฟุต) ที่ 3,000 รอบต่อนาทีจนไปถึง ,5500 รอบต่อนาที สามารถทำอัตรารอบสูงสุดได้ถึง 8,000 รอบต่อนาที เลยทีเดียว

คลิ๊ปจาก : REC Anything

สำหรับเครื่องตัวนี้อาจจะต้องคอยติดตามกันว่าจะนำไปประจำการกับรถรุ่นไหน ซึ่งทาง Maserati อาจจะมีเปิดตัวรถยนต์ขนาดกลางในช่วงประมาณไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และทาง Maserati ได้หาแนวทางเพื่อที่จะพัฒนาเครื่องยนต์พร้อมควบคู่ระบบพลังงานทางเลือกไปด้วยว่า เครื่อง V6 TwinTurbo ตัวนี้จะทำงานร่วมกับระบบ Hybrid อย่างไร


ข่าวจาก : Motor 1
อ่านข่าวสารรถยนต์เพิ่มเติม : UK เปิดให้ผู้สนใจสั่งซื้อ TOYOTA Gr Yaris แบบ Online แล้ว

ติดสติ๊กเกอร์เพื่อเปลี่ยนสีรถยนต์ผิดกฎหมายไหม?

ติดสติ๊กเกอร์เพื่อเปลี่ยนสีรถยนต์ผิดกฎหมายไหม?
ในปัจจุบันสไตล์การแต่รถยนต์ มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น การติดสติ๊กเกอร์เปลี่ยนสีรถยนต์เป็นที่นิยมและยังมีประโยชน์ในเรื่องของการถนอมสีเดิมและปกป้องจากริ้วรอยต่างๆได้อีกด้วย จึงมีคำถามตามมาว่าถ้าหากเปลี่ยนสีด้วยการติดสติ๊กเกอร์นั้นจะมีความผิดทางกฎหมายหรือไม่? แล้วควรต้องทำอย่างไร? วันนี้จะมาไขข้อข้องใจให้ได้ทราบกันนะครับ

การติดสติ๊กเกอร์เปลี่ยนสีตัวรถยนต์นั้น หรือเรียกกันติดปากว่า การ Wrap “แวร๊ป” คือการนำสติ๊กเกอร์มาปิดเพื่อบดบังสีเดิมเปลี่ยนลักษณะรูปลักษณ์ภายนอก หรือห่อหุ้มรถ โดยตามมาตรา 13 ของ พ.ร.บ. ขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รถใดที่จดทะเบียนแล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงสีของรถให้ผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้ เจ้าของรถต้องแจ้งนายทะเบียนภายใน 7 วัน นับแต่วันเปลี่ยนแปลงการแจ้ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด หากฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 60 โทษปรับตั้งแต่ 200-2000 บาท

ภาพบรรยายจาก เว็บไซด์ Pantip

และการติดสติ๊กเกอร์รถยนต์ในปัจุจบันก็ไม่ได้มีเพียงแค่การติดสำหรับเปลี่ยนสีรถยนต์ทั้งคันเท่านั้น ยังมีการติดสติ๊กเกอร์แฟชั่นเพื่อเพิ่มลวดลายที่ตัวถังฝากระโปรงหน้า กันชนหน้า แก้มข้าง หลังคา ฝาท้าย หรือชุดแต่งต่างๆ หากไม่เกิน 30% ตามภาพด้านบน ในก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งเพื่อลงเล่มทะเบียน หรือทางที่ดี หลังจากที่ติดสติ๊กเกอร์แล้วควรให้เจ้าหน้าที่ตราจสภาพสำนักงานขนส่งประเมินและพิจารณาถึงความเหมาะสมจะโดยตามกฎหมายได้ระบุไว้ดังนี้

ระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการกําหนดสีและลักษณะของรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560″ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป

  • ระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการกําหนดสีและลักษณะของรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2549 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
  • ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 5/1 ของระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการกําหนดสีและลักษณะของรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2549

การกำหนดสีรถ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพรถกําหนดสีตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ – กรณีตัวรถมีสีเดียว ให้กําหนดสีที่เป็นสีหลัก โดยไม่ต้องคํานึงถึงความเข้มของสีที่แตกต่างกัน ตามตัวอย่างสีรถที่กําหนดในภาคผนวก ก แนบท้ายระเบียบนี้ – กรณีตัวรถมีหลายสี โดยแต่ละสีแตกต่างกันเห็นได้ชัดเจนบริเวณตัวถังส่วนที่สําคัญของรถเช่น ฝากระโปรงหน้า-ท้าย หลังคา หรือประตู เป็นต้น ให้กําหนดสีที่เป็นสีหลักเป็นสีของรถ ไม่เกิน 3 สี แล้วแต่กรณี เช่น ตัวรถมี 2 สีกําหนดเป็นสี ขาว แดง หรือตัวรถมี 3 สี กําหนดเป็นสี ดํา ขาว เหลือง และหากตัวรถมีมากกว่า 3 สี และสามารถกําหนดสีหลักของตัวรถได้ให้กําหนดสีหลัก 3 สี ตามด้วยสีลําดับท้ายสุด “หลายสี” เช่น ขาว แดง หลายสี เว้นแต่กรณีไม่สามารถกําหนดสีใดเป็นสีหลักได้ ให้กําหนดว่า “หลายสี” เพียงอย่างเดียว – กรณีสีคาดหรือแถบคาดที่ใช้ตกแต่งรถ โดยไม่ทําให้สีหลักของรถเปลี่ยนแปลงไป ไม่ต้องกําหนดเป็นสีรถ แต่หากการตกแต่งรถทําให้สีหลักของรถเปลี่ยนแปลงไป ให้กําหนดเป็นสีของรถตามหลักเกณฑ์ ที่กําหนดไว้ในวรรคหนึ่ง 5/1. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสีของรถไม่ว่าจะดําเนินการด้วยวิธีใด ๆ เช่น การติดสติกเกอร์ ฟิล์ม หรือคาร์บอนเคฟล่า เป็นต้น ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพรถพิจารณากําหนดสีรถให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามข้อ 5 เว้นแต่กรณีการติดสติกเกอร์ ฟิล์ม หรือวัสดุอื่นใด เพื่อการโฆษณาหรือตกแต่งรถเป็นรูปภาพ ข้อความ ตัวอักษร และลวดลายต่าง ๆ เพิ่มเติมบนสีรถในภายหลัง ไม่ต้องกําหนดเป็นสีรถ

อ่านสาระเพิ่มเติม : 10 กฎจราจร ที่คนไทยมักจะทำผิดโดยไม่รู้ตัว

10 กฎจราจร ที่คนไทยมักจะทำผิดโดยไม่รู้ตัว

เคยไหม ขอบรถอยู่ดีๆ แต่ก็ยังมีใบเสียค่าปรับส่งมาถึงที่บ้าน คุณรู้หรือไม่ว่าอุบัติเหตุที่รุนแรงมักจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มักง่ายและไม่เคารพกฎหมาย รวมไปถึงความไม่ตั้งใจหรือการกระทำความผิดจนกลายเป็นเรื่องปกติ โดยส่วนใหญ่พฤติกรรมการกระทำผิดเหล่านี้จะเป็นคนในพื้นหรือความไม่เป็นระเบียบจนเกิด ที่ซึ่งเมื่อหากไม่เคารพกฎก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุทั้งตนเองและผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดการศูนย์เสีย ฉะนั้นลองดูกันครับว่า พฤติกรรมเหล่านี้คุณเคยทำโดยไม่ตั้งใจบ้างหรือเปล่า

1.การเหยียบเส้นในเขตปลอดภัยหรือเส้นตาราง

เป็นความผิดอีกหนึ่งกรณีที่คนใช้รถใช้ถนนมักจะทำผิดบ่อยครั้งคือการขับรถทับเส้นขาว หรือ รู้จักกันอย่างเป็นทางการว่าเส้นปลอดภัย ซึ่งมีไว้เพื่อเว้นระยะห่างของรถยนต์เพื่อความปลอดภัย และมีประโยชน์สำหรับรถที่มีปัญหา จอดเสีย ซึ่งหากละเมิดจะมีความผิด หากผู้ใดฝ่าฝืนเส้นจราจรดังกล่างจะมีความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ.2522 ข้อหาฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นทาง มัชีอัตราโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท

2. การจอดรถบนทางเท้า หรือ ฟุตบาท

เป็นอีกหนึ่งข้อหาที่เรามักจะเห็นจนชินตา คือการจอดรถบนทางเท้าซึ่งอันที่จริงแล้วมีความผิดตามกฏหมายระบุออกมาชัดเจนห้ามจอดรถบนทางเท้า ใน พ.ร.บ จราจรทางบก มาตราที่ 57 ระบุไว้ว่า ห้ามจอดรถหรือขับขี่บนทางเท้า มีโทษปรับ 500 บาทและนอกจากนี้ยังมีโทษเพิ่มเติมอย่าง พ.ร.บ รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 17 วรรค2 ห้ามมิให้ผู้ใดจอดหรือขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์หรือล้อเลื่อนบนทางเท้า เว้นแต่จะเป็นการจอดหรือขับขี่เข้าไปในอาคาร หรือ ประกาศของเจ้าพนักงานจราจรผ่อนผันให้จอดหรือขับขี่ได้ ส่วนผู้ฝ่าฝืนก็จะถูกปรับ ไม่เกิน 5,000 บาท ตามที่กำหนดโทษไว้ในมาตรา 56 ของ พ.ร.บ. ฉบับเดียวกัน

3.ขับรถย้อนศร

ประเด็นที่อันตรายมากที่สุดสำหรับความผิดที่อาจจะต้องจ่ายค่าปรับด้วยชีวิต แต่ถ้าหากคุณรอดคุณก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 41 ระบุให้ผู้ขับขี่รถไปตามทิศทางที่กำหนด ใครฝ่าฝืน (ขับย้อนศร) มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท ด้วยเหตุนี้จึงขอเตือน มาตรานี้โทษนี้หนักโดยบังคับใช้ในบางพื้นที่ควบคู่กับมาตรา 43 (8) ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ที่ให้แจ้งข้อหาฐานขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 – 10,000 บาท

4.จอดรถทับเส้นทางม้าลาย

ถือว่าเป็นเรื่องเล็กที่ไม่ใช่เรื่องเล็กซึ่งการจอดทับทางม้าลายนอกจากที่ทำให้คนเดินถนนไม่ได้รับความสะดวกอาจจะเสี่ยงอันตรายแล้วยังผิดกฎหมายอีกด้วย ซึ่ง พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา 57 ระบุไว้ว่า ห้ามจอดรถทับทางม้าลายหรือทางข้าม หรือในระยะ 3 เมตร จากทางม้าลายหรือทางข้ามฝ่าฝืนมีโทษปรับ 500 บาท

5.ฝ่าป้ายเลี้ยวซ้ายหยุดรอสัญญานไฟ

อีกหนึ่งความผิดที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้ความเคยชินในการใช้ถนนคือ ป้ายเลี้ยงซ้ายหยุดรอสัญญาณไฟ ซึ่งในกรณีนี้อาจจะกระทำโดยไม่ได้ตั้งในหรือไม่ชินทางเพราะป้ายสัญลักษณ์นี้เล็กจนสังเกตยาก ให้สังเกตหากมีสัญญานไฟเลี้ยวซ้ายนั่นคือต้องรอสัญญานไฟนั่นเองครับ ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ได้ระบุไว้ว่า ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามเครื่องหมายจราจรที่ที่ติดตั้งไว้ระวางโทษ ปรับตั้งแต่สองร้อยถึงห้าร้อยบาท

6.ไม่ให้สัญญาณไฟขอทางเมื่อต้องการเปลี่ยนเลนส์

เรียกว่าเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยจากการไม่ให้สัญญานไฟเลี้ยวเฉลี่ย 700 คนต่อปี การให้สัญญานมีความสำคัญในการใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่จะละเลยการเปิดไฟให้สัญญานซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อบอกให้รถคันหลังได้ทราบล่วงหน้าและเตรียมที่จะชลอตั้งแต่เนิ่นๆ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

7.ฝ่าฝืนไฟสัญญาณเหลือง

หลายคนอาจจะคิดแค่ว่าการฝ่าฝืนสัญญานไฟแดงนั้นมีความผิด แต่อันที่จริงแล้วฝ่าฝืนสัญญานไฟเหลืองนั้นก็มีความผิดเช่นกันซึ่งมีการเทียบปรับเทียบเท่ากับไฟแดงซึ่งเมื่อเห็นไฟเหลืองควรจะหยุดดีกว่า โดยอัตราเทียบปรับตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกได้รถบุไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อมีสัญญาณจราจรสีเหลืองอำพันปรากฎข้างหน้า ให้ผู้ขับขี่เตรียมหยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เว้นแต่ผู้ขับขี่ขับเลยเส้นให้รถหยุดไปแล้ว หากฝ่าฝืน ผู้ขับขี่จะถูกปรับไม่เกิน 1,000 บาท ฉะนั้นเมื่อเจอไฟเหลืองแนะนำให้หยุดดีกว่าครับ

8.ขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด

อันตรายจากการขับรถเร็วเกิดกำหนด โดยทั่วไปแล้วถนนหลวงจะกำหนดให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ถ้าเป็นเขตในเมืองของแต่ละจังหวัดจะถูกกำหนดที่ ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งหลายๆคนก็มักจะฝ่าฝืน เจ้าหน้าที่สามารถเรียกเพื่อเปรียบเทียบปรับได้ แต่ในปัจจุบันจะใช้กล้องตรวจจับความเร็วเพื่อเปรียบเทียบปรับ มีอัตราเปรียบเทียบปรับไม่เกิน 1,000 บาท

9.กลับรถในที่ห้ามกลับ

การกลับรถในที่ห้ามกลับเรียกว่าเป็นการกระทำผิดโดยการจงใจเพราะการกลับรถในที่ห้ามกลับนั้นเป็นพฤติกรรมความักง่ายของผู้ละเมิด ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตทั้งตนเองและผู้อื่นได้
มาตรา 53 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่
(1) เลี้ยวรถหรือกลับรถในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายห้ามเลี้ยวขวาห้ามเลี้ยวซ้ายหรือห้ามกลับรถ
(2) กลับรถที่เขตปลอดภัย ที่คับขัน บนสะพาน หรือในระยะหนึ่งร้อยเมตรจากทางราบของเชิงสะพาน
(3) กลับรถที่ทางร่วมทางแยก เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรให้กลับรถในบริเวณ
มีอัตราเปรียบเทียบปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท

10. จอดทับเส้นแทยงหรือเส้นห้ามหยุด

คนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ว่า เส้นแทยงนี้คือพื้นที่ห้ามรถหยุด เรามักจะพบเจอบ่อยๆตามทางแยกใหญ่ๆ ซึ่งเส้นนี้จะถูกตีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขีดขวางจราจร หรือเกิดอุบัติเหตุจากรถเลนอื่นหากผู้ใดฝ่าฝืนหรือจอดทับไม่เว้นเส้นนี้จะมีโทษปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาทครับ

และนี่ก็เป็น 10 ข้อที่คนไทยมักจะกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว หรือตั้งใจจนทำให้เกิดเหตุเสียชีวิตรายวัน ที่เราสามารถเห็นได้จากคลิ๊ปต่างๆที่แชร์ลงโซเชี่ยลต่างๆ ฉะนั้นด้วยความปราถนาดีจากทีมงาน Kitsadagoodcar โปรดศึกษาและปัฎิบัติตามกกฎจราจรอย่างเคร่งครัดนะครับ

อ่านสาระน่ารู้เพิ่มเติม : ไม่อยากโดนใบสั่งมาทางนี้ เส้นสีฟุตบาทที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด

วิธีขจัดคราบมันคราบฝังแน่นและคราบฝุ่นต่างๆบนกระจก

เรียกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของคนใช้รถ ที่จะต้องพบเจอกับปัญหาเล็กๆที่หนักใจอย่างคราบมันบนกระจกรถที่เกิดจากหลายๆสาเหตุ เช่น คราบเขม่าควันรถสะสมในช่วงหน้าร้อน คราบน้ำฝนที่ผสมกับฝุ่นสกปรก คราบแป้งที่เกิดจากการเล่นสงกรานต์ ที่เล่นเอาสะสมบนกระจกและเคลื่อบด้วยแสงแดดฝังแน่นโดยไม่รู้ตัวจนทำให้ทัศนวิสัยในการจับขี่แย่ลง สำหรับบทความนี้จะมาบอกวิธีเอาคราบต่างๆ เหล่านี้ออกไปจากกระจกรถคุณได้อย่างไรมาดูกันครับ

1. วิธีขจัดคราบมันจากเขม่าควันรถ วิธีแก้อย่างง่ายคือ ใช้น้ำยาล้างจานเทลงบนกระจกรถขัดด้วยสก๊อตไบรท์ หรือ ฟองน้ำ ให้ทั่วๆ ทำแบบนี้ไป 2-3 ครั้ง กระจกของคุณก็จะกลับมาใสปิ๊งแน่นอนครับ

2. วิธีขจัดคราบแป้งหรือดินสอพองที่เกิดจากการเล่นสงกรานต์ มีวิธีง่ายๆคือ นำน้ำส้มสายชูมาผสมกับน้ำเปล่าอัตราส่วน 1:1 เทใส่ขวดสเปรย์
วิธีใช้ ล้างน้ำสะอาดที่กระจกรถ 1 รอบ ฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณคราบแป้งแล้วเช็ดๆถูด้วยผ้าเปียกหมาดๆ จนหมด แล้วล้างออกด้วยแชมพูล้างรถปกติ (วิธีนี้สามารถใช้ได้กับสีรถยนต์)
ปัญหาของคราบแป้งไม่ควรทิ้งไว้นะครับเพราะคราบแป้งฝังแน่น อาจจะแห้งและกลายเป็นด่างคราบหินปูนไปในอนาคต

3. คราบน้ำฝนที่ผสมกับฝุ่นจนกลายเป็นคราบขี้เกลือสกปรก ฝังแน่น
ในกรณีที่ยังเป็นคราบจางๆ ให้ขัดด้วยหนังสือพิมพ์ แล้วล้างออกให้สะอาด แต่ถ้าเป็นคราบในระดับที่ฝังแน่นและเห็นได้ชัดแล้ว มีวิธีดังนี้ครับ

  • ใช้น้ำอุณหภูมิอุ่นร้อนราดบริเวณที่มีคราบน้ำฝน แล้วขัดออกด้วยน้ำยาขัดสีรถทำบ่อยๆคราบต่างๆจะค่อยๆจางแล้วหายไปเองครับ
  • ใช้น้ำยาขัดสีรถชโลมให้ทั่วรอบคราบน้ำฝนแล้วขัดออก แล้วล้างให้สะอาดด้วยแชมพูล้างรถ
  • ในกรณีที่คราบฝังแน่นมากๆ ขัดไม่ออกใช้มีดโกนขูดพยายามให้มีดโกนขนาบกับกระจกให้มากที่สุดเพื่อลดการเกิดร้อยจากมีดโดยบาดกระจกเป็นรอยขนแมว

สำหรับเคล็ดไม่ลับดีๆที่ เอามาฝากหวังว่าจะเป็นประโยชน์เล็กๆน้อยๆที่สามารถนำไปดูแลรักษารถยนต์และความปลอดภัยในเรื่องของทัศนวิสัยที่ดีขึ้นและความปลอดภัยในการขับขี่นะครับ

อ่านสาระน่ารู้เพิ่มเติม: ทำไมโคมไฟรถยนต์ขุ่นเหลือง? หากเจอปัญหานี้เรามีวิธีแก้ปัญหา

5 อันตรายหน้าฝน ขับเร็วต้องระวัง!!

5 อันตรายหน้าฝน ขับเร็วต้องระวัง!! ถ้าพูดถึงฤดูฝน เป็นฤดูที่อันตรายและเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดอีกฤดูหนึ่ง ซึงผู้ใช้รถใช้ถนนอาจจะใช้ความระมัดระวังแล้ว แต่ก็ยอาจจะยังไม่เพียงพอเพราะอุบัตติเหตุที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้ คือสาเหตุที่อาจจะเกินความคาดหมาย ลองอ่านดูครับว่ามีอะไรบ้าง

1. อันตรายจากน้ำคาวปลาหรือฝุ่นโคลน เป็นเหตุการณ์ที่มักจะเกิดสำหรับคนไม่ชินทางเป็นส่วนใหญ่ สาเหตุเกิดจากสภาพถนนที่ห่างจากการโดนน้ำฝนมานานจึงทำให้สะสมฝุ่น ดินโคลนหรือน้ำคาวปลาจากการขนส่งในพื้นที่ที่มักจะมีอุตสาหกรรมประมง เช่นสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เมื่อฝนแรกได้ชะล้างลงถนนจึงทำให้เกิดความลื่นจนเป็นเหตุทำให้รถหมุนเสียหลักได้ง่ายๆ

2. อันตรายจากเหตุการ์ล้อเหินน้ำ เกิดได้หลายๆปัจจัย ซึ่งในส่วนนี้สาเหตุหลักๆจะเกิดจากการระบายน้ำออกจากดอกของล้อยยางไม่ทัน โดยเฉพาะยางซิ่งบางยี่ห้อที่เน้นความสวยงามมากกว่าการใช้งานบนท้องถนน ทำให้ผิวหน้าสัมผัสของล้อยางเหินน้ำลอยจากผิวถนนจนทำให้รถหมุนจนไม่สามารถบังคับได้

3. อันตรายจากการบดบังทัศนวิสัย เมื่อฝนตกหนักทัศนวิสัยจะถูกมองเห็นลดลงเป็นอย่างมาก เราจะเห็นได้ไกลเพียงราวๆ 60 เมตร เท่านั้น ฉะนั้นไม่ควรขับเร็วในขณะฝนตกหนักเพราะอาจจะทำให้คุณไม่เห็นรถคันข้างหน้า

4. อันตรายจากการเบรคกระทันหัน เป็นสิ่งที่คุณควรจะหลีกเหลี่ยงเป็นอย่างยิ่งเพราะอันตรายจากการเบรคกระทันหันในขณะพื้นเปียกจะทำให้รถอาจจะทรงตัวไม่อยู่จนเกิดอาการเสียหลักพลิกคว่ำ

5. อันตรายจากการเปลี่ยนเลนส์กระทันหัน เมื่อมีการเปลี่ยนเลนส์กระทันหันอาจจะทำให้รถคันหลังไม่ทันตั้งตัวและเกิดการเบรคกระทันหันหรือเบรคไม่อยู่ได้ ฉะนั้นหากต้องการจะเปลี่ยนเลนส์ควรเปิดไฟสัญญาณเลี้ยวหรือขอทางล่วงหน้าเพื่อให้รถคันหลังได้รู้ก่อนเพื่อเตรียมตัวที่จะให้ทาง

ฉะนั้นการขับรถในช่วงฤดูฝนนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องระวังให้มากยิ่งขึ้นเพื่อความปลอดภัยทั้งตัวเองและผู้อื่น เพราะอุบัติเหตุที่เกิดจากหน้าฝนจะมีความรุนแรงมากกว่าปกติ

อ่านข่าวสารหรือสาระน่ารู้เพิ่มเติม: รับมือ!! ลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย และน้ำสูงระดับไหนที่ไม่ควรลุย

รับมือ!! ลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย และน้ำสูงระดับไหนที่ไม่ควรลุย

รับมือ!! ลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย และน้ำสูงระดับไหนที่ไม่ควรลุย
เข้าสู่ช่วงกลางปีโดยปกติแล้วเป็นฤดูมรสุมของประเทศไทยเราแล้ว และแน่นอนว่าเมื่อฝนตกหนักๆจนน้ำระบายไม่ทัน ก็ต้องเกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันตามมาเป็นเรื่องปกติ ฉะนั้น สำหรับคนที่ใช้รถใช้ถนนก็จะต้องระมัดระวังในเรื่องของสถานการณ์น้ำท่วมให้มาก

ก่อนอื่นเราต้องรู้ระดับความสูงของรถคุณก่อนว่า รถของคุณนั้นเป็นรถประเภทไหน มีความสูงจากพื้นเท่าไหร่เพราะรถแต่ประเภทถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสูงและโครงสร้างที่ต่างกันรวมไปถึงการวางตำแหน่งเครื่องยนต์ในรถแต่ละประเภทมีปัจจัยหลักอื่นๆ ที่ควรคำนึงและต้องระวังให้มากๆ เช่น ระบบเซนเซอร์ต่างๆ รวมไปถึง ระบบดูดอากาศของเครื่องยนต์ ทั้ง SUV กระบะ และ รถเก๋ง ถ้าระบบเหล่านี้เสียอาจจะทำให้รถของคุณรวนไปทั้งระบบเลยก็เป็นได้

ในกรณีที่รถของคุณนั้นเป็นรถโหลดให้เตี้ยเพื่อความสวยงามแล้วหละก็ คุณอาจจะต้องระมัดระวังระดับน้ำให้ต่ำลงไปอีก

น้ำท่วมระดับ 5-10 เซนติเมตร

เป็นระดับน้ำที่ยังไม่มีผลกระทบกับเครื่องยนต์ในรถทุกประเภท แต่ไม่ควรขับเร็วเกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะการขับรถเร็วในเหตุการณ์น้ำท่วมระดับนี้อาจจะก่อให้เกิดอาการเหินน้ำของหน้ายางทำให้เสียการควบคุมจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายร้ายแรงทั้งตัวเองและเพื่อนร่วมทางได้

น้ำท่วมระดับ 10-20 เซนติเมตร

เป็นระดับที่ยังไม่มีผลกระทบกับรถยนต์ทุกประเภท ควรขับรถด้วยความระมัดระวังอย่าใช้ความเร็วเกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่ฝนตกหนักควรเปิดไฟหน้าหรือไฟตัดหมอกเพื่อทัศนวิสัยเช็ดเจนมากยิ่งขึ้น และ ลดความเร็วลงเพื่อระวังไม่ให้น้ำกระเด็นใส่กระจกรถคันอื่นจนทำให้เกิดอันตรายจากการบดบังทัศนวิสัยชั่วขณะ

น้ำท่วมระดับ 20-40 เซนติเมตร

เป็นระดับที่เริ่มมีผลกระทบกับรถเก๋งเล็กบางประเภท ควรขับให้ช้าลงและลดความเร็วลงเมื่อมีรถสวนมาเพื่อความปลอดภัยในเรื่องของบดบังทัศนวิสัยจากน้ำที่อาจจะถูกกระเด็นมาจากรถคันอื่นๆ

น้ำท่วมระดับ 40-60เซนติเมตร

เป็นระดับน้ำที่มีผลกับรถเก๋ง รวมไปถึงรถกระบะบางประเภทและรถ SUV รถเก๋งควรปิดแอร์รถยนต์เพื่อลดความเสียหายของคอมเพลสเซอร์แอร์ ควรเคลื่อนตัวอย่างช้าๆให้อยู่ในระดับที่คงที่ ระวังในเรื่องของน้ำเข้าท่อไอเสีย ใช้ความระมัดระวังให้มากและลดความเร็วในขณะที่ขับสวนทางกับรถคันอื่นที่สวนมาอาจจะถูกบดบังจากน้ำกระเด็นของรถที่สวนทางได้

น้ำท่วมระดับ 40-80 เซนติเมตร

เป็นระดับน้ำที่อันตรายกับรถเก๋งไม่ควรผ่าน และอันตรายกับระกระบะและรถ SUV มาตราฐานโรงงาน ควรปิดแอร์รถยนต์เพื่อลดความเสียหายของคอมเพลสเซอร์แอร์ ควรเคลื่อนตัวอย่างช้าๆให้อยู่ในระดับที่คงที่ ระวังในเรื่องของน้ำเข้าท่อไอเสีย ใช้ความระมัดระวังให้มากและลดความเร็วในขณะที่ขับสวนทางกับรถคันอื่นที่สวนมาอาจจะถูกบดบังจากน้ำกระเด็นของรถที่สวนทางได้

น้ำท่วมระดับ 80 เซนติเมตร ขึ้นไป

รถมาตรฐานโรงงานทุกประเภทไม่ควรผ่าน ยกเว้น SUV ดัดแปลงบางประเภท เพราะเนื่องจากความสูงระดับนี้เป็นความสูงที่เกินระดับของเครื่องยนต์ ระดับน้ำที่ท่วมระดับนี้อาจจะสวนท่อไอเสียหรือเข้าไปทำความเสียหายกับระบบเซนเซอร์ต่างๆของรถยนต์ได้

เรียกว่าสถานการณ์ฝนตกหนักจนน้ำท่วมฉับพลัน เป็นภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นอกจากเราจะปรับตัวกับมันอย่างไรและควรมีน้ำใจบนท้องถนนและระวังผู้อื่นให้มากยิ่งขึ้น ควรขับรถอย่างระมัดระวังมีสติให้มากขึ้นนะครับ เพราะบางครั้งอาจจะไม่ใช่แค่คุณเท่านั้นที่อันตรายถึงชีวิต คุณเองก็อาจจะทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายจากคุณไปด้วย

อ่านสาระเพิ่มเติมได้ที่ : เติมน้ำมันเครื่องเกินขีดบน มีผลเสียอย่างไร

UK เปิดให้ผู้สนใจสั่งซื้อ TOYOTA Gr Yaris แบบ Online แล้ว

UK เปิดให้ผู้สนใจสั่งซื้อ TOYOTA Gr Yaris แบบ Online แล้ว

GR Yaris เปิดให้ซื้อผ่าน Online

เป็นที่ฮือฮาสำหรับสาวกโตโยต้าที่กำลังตั้งตาคอยราคาเปิดตัวอย่างเป็นทางการและต้องการที่จะจับจองเป็นเจ้าของ TOYOTA Yaris ตัวพิเศษที่ทาง UK เปิดให้จองก่อนใครตามคาด ในราคาสุดโหด ( £ 29,995) หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 1.1 ล้านบาท

GR Yaris เปิดให้ซื้อผ่าน Online

สำหรับเครื่อง 1.6 ลิตร 3สูบกำลัง 257 แรงม้า ขับ 4 ล้อส่วนตัวชุดแต่งพิเศษ GR Yaris ในราคาสุดโหดเช่นกัน ( £ 33,495) หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 1.3 ล้านบาท คุณจะได้ล้ออัลลอย์ดโดดเด่นตรง ชุดเบรคสีแดง Torsen LSDs

GR Yaris เปิดให้ซื้อผ่าน Online

และจุดขายของรุ่นนี้ คือคุณภาพที่เข้มข้นพิเศษกว่ารุ่นในตลาดอย่าง TOYOTA Yaris ที่เห็นบนท้องถนน และการปรับแต่งเครื่องยนต์ที่มากล้นด้วยคุณภาพพร้อมเพิ่มระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และเสริมด้วยหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ที่ลดน้ำหนักและเพิ่มสมรรถนะให้ดีมากยิ่งขึ้น

GR Yaris เปิดให้ซื้อผ่าน Online

อ่านข่าวและเรื่องราวน่าสนใจเพิ่มเติม : Nissan 400Z ตำนาน Project Z รถสปอร์ทแห่ง Datsan กำลังจะกลับมา

ไม่อยากโดนใบสั่งมาทางนี้ เส้นสีฟุตบาทที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด

ไม่อยากโดนใบสั่งมาทางนี้ เส้นสีฟุตบาทที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด
สัญลักษณ์หรือเส้นจราจรริมทางเท้า หรือที่เข้าใจว่า สีขอบฟุตบาทได้ถูกตีไว้เพื่อความปลอดภัยของการใช้รถใช้ถนนให้มีระเบียบมากยิ่งขึ้นเพื่อความปลอดภัย ทั้งผู้ใช้รถและคนเดินทางเท้า แต่สิ่งที่เราจะพบเห็นมากที่สุดนั้นคือความมักง่ายขาดระเบียบหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสีของเส้นรวมไปถึงข้อกำหนดของสีเส้นนั้นๆ เพื่อตอกย้ำความชัดเจนมากยิ่งขึ้นทางแอดมิน กฤษฎากู๊ดคาร์ จึงขอนำเสนอในบทความสาระนี้ครับ

1.เส้นสีขาวสลับแดง คือ ห้ามจอดหรือหยุดรถทุกชนิด หมายถึง ห้ามรถยนต์ทุกประเภทจอดในบริเวณเส้นสีขาวสลับแดงเป็นอันขาด รวมไปถึงการหยุดรถเพื่อ รับ-ส่ง ผู้โดยสารชั่วคราว ทั้งนี้ข้อบังคับใช้รวมไปถึงรถยนต์สาธารณะทุกประเภทด้วย

เส้นสีขาวสลับแดง คือ ห้ามจอดหรือหยุดรถทุกชนิด

2.เส้นสีขาวสลับเหลือง คือ ให้หยุดรถได้ชั่วคราว หมายถึง ห้ามจอดรถทุกชนิดตามแนวแถบขาวเหลืองแต่สามารถหยุดรถได้ชั่วคราวเพื่อ รับ-ส่ง ผู้โดยสาร หรือส่งของในระยะเวลาสั้นๆ

เส้นสีขาวสลับเหลือง คือ ให้หยุดรถได้ชั่วคราว

3.เส้นสีขาวสลับดำ คือ สามารถจอดรถได้ตามแนวแถมสีขาวดำ แต่จะต้องชิดขอบทางเพื่อไม่เป็นการขัดขวางการจราจรมิฉะนั้นอาจจะโดนเจ้าหน้าที่เทียบปรับได้ และในบางเวลา อาจจะมีเครื่องกั้นต่างๆที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้เพื่อความสะดวกในการจอด นอกจากนี้ทางจุดอาจจะมีการตีเส้นเขตปลอดภัยที่พื้นเพื่อให้จอดรถได้เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น

เส้นสีขาวสลับดำ คือ สามารถจอดรถได้ตามแนวแถมสีขาวดำ

อันที่จริงไม่ใช่แค่เส้นสีต่างๆที่ขอบฟุตบาทเท่านั้น ที่ท่านผู้ใช้รถใช้ถนนควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนและปฎิบัติตามกฎเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยจนไปถึงความปลอดภัยของผู้อื่นด้วยนะครับ

อ่านสาระน่ารู้อื่นเพิ่มเติม : รู้หรือไม่บทลงโทษผู้ที่เจตนาขัดขวางรถพยาบาล หากผู้ป่วยเสียชีวิตมีโทษหนัก

รู้หรือไม่บทลงโทษผู้ที่เจตนาขัดขวางรถพยาบาล หากผู้ป่วยเสียชีวิตมีโทษหนัก

รู้หรือไม่บทลงโทษผู้ที่เจตนาขัดขวางรถพยาบาล หากผู้ป่วยเสียชีวิตมีโทษหนัก

จากกรณีที่มีรถตู้ 2 คัน เจตนาขัดขวางทางรถฉุกเฉิน ทำให้คุณลุงผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้ายอาการทรุดหนักก่อนถึงโรงพยาบาล ไม่ให้ทางรถฉุกเฉินหรือรถพยาบาลที่มีผู้ป่วย จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยนั้นเสียชีวิต นั้นมีความผิดข้อหา “เจตนาฆ่าผู้อื่น”

โทษหนัก ขัดขวางรถฉุกเฉิน

ในหลักข้อกฎหมายๆได้ระบุว่า

การขับรถกีดขวางเส้นทางรถพยาบาลนั้น เข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก

  • มาตรา 76 ระบุว่า เมื่อเห็นรถฉุกเฉินในขณะปฎิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญานแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน จะต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

แต่ถ้าหากการกระทำนั้นเป็น “เหตุโดยตรง” ที่ทำให้ผู้เจ็บป่วยในรถพยาบาลนั้นถึงแก่ชีวิต อาจจะเข้าข่าย

  • การกระทำความผิดโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือกระทำโดยเจตนาเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ของผู้ขับรถ

กรณีที่มีรถฉุกเฉินขอทาง ผู้ขับขี่เมื่อพบเห็นจะต้องเปิดไฟขอทางเพื่อเลี่ยงเปิดทางให้กับรถฉุกเฉินได้วิ่งผ่านไปอย่างสะดวกแม้รถพยาบาลจะไม่มีผู้ป่วยแต่อาจจะกำลังปฎิบัติหน้าที่เพื่อไปรับผู้ป่วยได้ทันเวลาก็ได้

เมื่อรถพยาบาลฉุกเฉินวิ่งผ่านไปแล้วห้ามขับตามโดยเด็ดขาด

  • ในกรณีนี้กฎหมายตามพระรายบัญญัติจราจรทางบก ก็ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน ว่าห้ามมิให้ผู้ขับขี่ตามหลัง รถฉุกเฉินอย่างน้อยในระยะ 50 เมตร

หากเจ้าหน้าที่พบเห็นก็สามารถตั้งข้อหาและเทียบปรับได้เช่นกันครับ

การขับรถบนนถนนสาธารณะนั้นจะต้องมีน้ำใจ นอกจากจะต้องปฎิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งคัดแล้ว ผู้ใช้รถใช้ถนนจะต้องใช้สามัญสำนึกพื้นฐานที่ดีในการใช้รถใช้ถนน มิฉะนั้นอาจจะโดนข้อหา “เจตนาฆ่าผู้อื่น” จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และอาจจะเป็นตราบาปในใจคุณไปตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้

สาระน่ารู้เพิ่มเติม : สีป้ายทะเบียนต่างๆ ที่ใช้ในปัจจุบัน แต่ละแบบใช้กับรถอะไรบ้าง