SPRC เข้าซื้อธุรกิจ “ปั้มน้ำมันคาลเท็กซ์” 5.5 พันล้านบาท

สตาร์ ปีโตเลียม รีไฟน์นิ่ง ซื้อธุรกิจน้ำมันจากเชฟรอนประเทศไทย “ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์” ไปบริหาร และทำตลาดในกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิงในไทยอย่างครบวงจร

เมื่อวันที่ 3 ม.ค.67 นายโรเบิร์ต โดบริค กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ ปิโตรเลี่ยม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC กล่าวว่าเราได้ซื้อธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้แบรนด์ คาลเท็กซ์หรือ Caltex กับ Chevron Asia Pacific Holdings Limited หรือ CAPHL

และบริษัท Caltex สามารถกลั่นและผลิตน้ำมันดิบได้สูงถึง 175,000 บาร์เรลต่อวัน และสามารถผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูง จำหน่ายผ่านสถานีน้ำมันกว่า 450 แห่งในประเทศไทย ซึ่งดำเนินโดยพันธมิตรทางธุรกิจมืออาชีพ

สำหรับการเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ยังรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อันได้แก่สัดส่วนการถือครองหุ้นร้อยละ 9.91ในบริษัท ท่อส่งปีโตเลี่ยมแห่งประเทศไทย ส่วนหุ้น 2.51 ในบริษัทบริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) การลงทุนบริษัทแอกชนที่ถือครองที่ดินแปลงที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภันณฑ์ปีโตเลี่ยม และคลังน้ำมันเชื้อเพลิงที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลาและสุราษฎร์ธานีด้วย

อ่านข่าวสารเพิ่มเติม

AION Hyper GT 2024 รถยนต์ไฟฟ้า 100% เตรียมเปิดในไทย กลางปีนี้ วิ่งไกล 640 km.

ก่อนหน้านี้ ทาง NETA และ BYD ได้เปิดตัวรถยนต์รูปทรง Hyper Car ไปแล้ว คราวนี้ถึงคิวของ AION ได้ส่งรถทรง Hyper CAR ลงสู่ตลาดบ้าง ซึ่งได้เปิดตัวให้เห็นโฉมจริงในงาน Motor Expo 2023 ที่ผ่านมาซึ่งความโดดเด่นโดยดีไซน์ประตูปีกนก และดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวรูปทรงแบบ D-CAR ตัวรถมีความยาว 4,886 มิลลิเมตร และฐานล้อ กว้าง 1,885 มิลลิเมตร ความสูง 1,449 มิลลเมิตร ฐานล้อ 2,920 มิลลิเมตร โดยสร้างบนพื้นฐาน AEP3.0 EV-dedicated architecture ด้านหน้าเป็นไฟ LED ที่มีความเรียบหรูเรียบง่าย พร้อมช่องระบายอากาศขนาดเล็กๆ พร้อมเส้นสายที่มีรอยหยักเล็กน้อยพร้อมกับเซนเซอร์ LiDAR กระจกมองข้างเป็นทรงสปอร์ต กระจกไร้ขอบ Frameless และ ไฟท้าย LED ทรงเรียว ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางหน้าขนาด 245/45R19 และยางหลังขนาด 275/40R19

ภายในจะดูมีความเฉบเฉี่ยวคล้ายกับ Hyper HT ด้วยมาตรวัดดิจิทัลขนาด 8.8 นิ้วหน้าจอสัมผัส 14.6 นิ้ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสองก้าน ทรงดูสปอร์ตเรียบหรูจุดแผ่นชาร์จไร้สาย 2 แผ่น และคอนโซนกลางแบบลอยพร้อทช่องเก็บของขนาดใหญ่ ด้านหลังสามารถโดยสารได้ตามปกติ และมีช่องแอร์สำหรับนั่งแถวหลัง ลดความอึดอัดลงไปได้มาก หลังคา Paronamic Glass Roof เต็มบานทำให้รู้สึกเปิดโล่งได้มากยิ่งขึ้น

ขุมพลังเป็นแบบมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลังที่สามารถชาร์จได้ 2 ระบบ ทั้งกระแสตรงอย่าง DC และ กระแสสลับ AC โดยจะมีทั้งหมด 3 รุ่นย่อยเริ่มต้นจากการใช้ขนาดแบตเตอรี่ 60 kWh แบบ NMC ให้กำลังสูงสุดถึง 245 แรงม้า แรงบิด 355 นิวตันเมตร สามารถสร้างอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลา 5.6 วินาที และสามารถเดินทางได้ 560 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง CLTC กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC

อีกรุ่นใช้ขนาดแบตเตอรี่ 70 kWh แบบ NMC ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 355 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมงในเวลา 5.6 วินาที และสามารถเดินทางได้ 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้งตามมาตรฐาน CLTD หรือ 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC และรุ่นท๊อปสุดใช้ขนาดแบตเตอรี่ 80 kWh ให้กำลังสูงสุด 339 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 434 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลา 4.9 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ 200 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง และสามารถเดินทางได้ 710 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน CLTC หรือ 640 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC

ในปี 2024 CAG AION เป็นบริษัทในเครือของ CAG Group (Guangzhou Automotive Corporation Group) ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ Top 3 ของจีนที่ปัจจุบันสร้างยอดขายเป็นอันดับ 2 รองจาก BYD ตั้งโรงงานผลิตที่จังหวัดระยอง และสำนักงานใหญ่สำหรับดูแลตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยจะตั้งเป้าผลิตรถไฟฟ้า 100% ในไทย

อ่านรีวิวรถยนต์รถ EV

ALL New PRIUS HEV เตรียมตัววางตลาดในปี 2024

เชื่อว่าหลายๆคนได้เห็นหน้าค่าตา และกำลังตั้งตารอกับเจ้า ALL New Toyota PRIUS ตัวใหม่เรียกว่าเสียงฮือฮตั้งแต่เปิดตัว ด้วยหน้าตาและรูปลักษณ์โดยมีจุดขายคือความเป็น HEV ตั้งแต่รุ่นแรก ที่ยังคงเป็นที่นิยมในกลุ่มรถมือสองและยังคงมีอัตราสิ้นเปลืองที่ยังพอรับได้ ถ้าเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในกลุ่ม EV ที่เป็นรถไฟฟ้าล้วนก็ยังถือว่าแพงกว่าเล็กน้อย แต่ก็ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก

โดยเฉพาะ ในรุ่นนี้ที่มีการเปลี่ยนหน้าตาใหม่ทั้งหมด ทำให้ดูมีเส้นสายทันสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากหน้าตาที่เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดแล้วก็ยังพ่วงเอาเครื่องยนต์รุ่นใหม่กับระบบ ปลั๊กอินไฮบริดด้วย แต่คาดว่าในประเทศไทยจะจัดจำหน่ายเพียงแค่ตัว ไฮบริดเท่านั้น

Toyota Prius สร้างขึ้นบนพื้นฐาน TNGA Platform รุ่นที่ 2 เป็นรถขนาด 5 ที่นั่ง สำหรับรุ่นที่สดสอบเป็นรถที่นำเข้ามาจากต่างประเทศญี่ปุ่น มีพร้อมกับเครื่องยนต์ Hybrid 2.0 ลิตร พร้อมกับระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) ที่ให้พละกำลังสูงสุดที่ 196 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 4,400-5,200 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ E-CVT อัตราสิ้นเปลือง 28 กม./ลิตร

โดย All New TOYOTA PRIUS GEN 5 มีขุมพลังให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย

  • 1.8 Hybrid 140 แรงม้า เวอร์ชั่นญี่ปุ่น
    เครื่องยนต์เบนซิน 2ZR-FEX แบบ 4 สูบ ขนาด 1.8 ลิตร 1,797 cc. พละกำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 142 นิวตันเมตร ที่ 3600 รอบต่อนาที

    มอเตอร์ไฟฟ้า 1VM พระกำลัง 95 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุดที่ 185 นิวตันเมตร / รุ่นขับ 4 เพิ่มมอเตอร์ตัวหลัง 1WM พละกำลัง สูงสุด 41 แรงม้า 84 นิวตันเมตร

    เมื่อเครืองยนต์ทำงานร้่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้พละกำลังรวม 140 แรงม้า จับคู่เกียร์อัตโนมัติ E-CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า / ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD เคลมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 32.6 km/l
  • 2.0 Hybrid Dynamic Force (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น)
    เครื่องยนต์เบนซิน M20A-FXS แบบ 4 สูบ Dynamic Force ขนาด 2.0 ลิตร 1,986 cc. พละกำลังสูงสุด 152 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 188 นิวตันเมตร ที่ 4400 – 5200 รอบต่อนาที

    ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 1VM พละกำลัง 113 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 206 นิวตันเมตร รุ่นขับ 4 จะเพิ่มมอเตอร์ตัวหลัง 1WM พละกำลัง 41 แรงม้า 84 นิวตันเมตร

    เมื่อเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า พละกำลังรวม 194 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า / ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ AWD เคลมอัตราสิ้นเปลือง เฉลี่ย 28.6 km/l
  • 2.0 Plus-in Hybrid Dynamic Force (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น)
    เครื่องยนต์เบนซินรหัส M20A-FXS 4 สูบ 2.0 ลิตร Dynamic Force Plug-in Hybrid พละกำลังรวม 152 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 188 นิ้วตันเมตร ที่ 4,400 – 5,200 รอบต่อนาที กับระบบเกียร์อัตโนมัติ

    ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 1VM พละกำลัง 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 208 นิวตันเมตร

    เมื่อเครื่องยนต์ทำงาสนร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า พละกำลังรวม 223 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมระบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟ และระบบจ่ายพลังงานให้อุปกรณ์ไฟฟ้า Vehicle-2-Load (V2L) 1500W มาพร้อมระบบ เคลื่อน 4 ล้อ E-Four เคลมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 26.0 km/L

    อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 6.7 วินาที วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนไกล 94 km. แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 13.6 kWh

โตโยต้าเคลมว่าถ้าหาก ALL New PRIUS HEV เติมน้ำมันเต็มถังพร้อมกับ ชาร์จไฟฟ้าเต็ม 100% จะทำให้วิ่งได้ระยะทาง 1,250 กิโลเมตร

ระยะมิติตัวถัง ALL New PRIUS HEV มีความยาวที่ 4,600 มิลลิเมตร กว้าง 1,780 มิลลิเมตร สูง 1,430 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ Wheelbase 2,750 มิลลเมตร ความจุถังน้ำมัน ความจุถังน้ำมัน 43 ลิตร

นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเหลือการขับขี่ Toyota Safety SENSE 3.0 เป็นอุปกรณ์มาตราฐานที่มีมาให้ให้ในทุกๆรุ่นย่อย และมีหลังคากระจก Panoramic Sunnroof แบบ Solar Roof สามารถเปิด ออกได้ทั้งบาง จะเป็นอ๊อพชั่นที่อยู่ในรุ่น TOP

All NEW TOYOTA Prius เป็น Generation ที่ 5th และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงเดือน พฤศจิกายน 2022 และเริ่มส่งมอบได้ในญี่ปุ่นเดือนมกราคมปี 2023 ที่ผ่านมา และได้เปิดตัวทั้งหมด 3 รุ่น ย่อย และจะเตรียมวางจำหน่ายในปี 2024 ในประเทศไทยและอาจจะวางจำหน่ายในราคาประมาณ 3,200,000 – 4,600,000 เยน หรือตีเป็นเงินไทย ราวๆ 765,000 – 1,100,000 บาท ยังไม่รวมภาษีในประเทศไทย

อ่านข่าวรถยนต์ EV เพิ่มเติม


เจาะสเปค Xiaomi SU7 รถยนต์ไฟฟ้า Sedan วิ่งได้ 800 km. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

เจาะสเปค Xiaomi SU7 รถยนต์ไฟฟ้า Sedan วิ่งได้ 800 km. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

Xiaomi ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารถยนต์ Sedan ที่มาพร้อมตัวเลือก 3 สี คือ Aqua Blue Mineral Gray และ Vendent Green สเป็คระดับซุปเปอร์คาร์ ที่มาทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 2.78 วินาที ที่สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 800 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ด้วยแบคเบอรี่ขนาด 101 kWh

ตัวถังด้านนอก จะดูมีความเรียบหรูทันสมัย และมีองค์ประกอบเส้นสายคล้ายกับรถซุปเปอร์คาร์ในบางรุ่นทั้งแต่ฝากระโปรงหน้า จนบางไปถึงด้านหลัง ซึ่งมีแอโรไดนามิกซ์ที่ดี มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดททานเพียงแค่ 0.195 Cd โดยเฉพาะรุ่นที่ไม่มี LiDAR จะมีค่าต่ำที่สุดในบรรดารถทุกรุ่น ด้านหน้าจะมีช่องเก็บสัมภาระ ที่สามารถจุได้ 105 ลิตร ส่วนพื้นที่ด้านหลังสามารถจุสัมภาระได้ถึง 517 ลิตร


และทาง Xiaomi ก็ได้เผยว่า ระบบอ๊อพชั่นอำนวยความสะดวกต่างๆ ในรุ่นนี้จะมีอย่างครบครัน ด้านเหนือกระจกหน้าจะมี LiDAR เพื่อจับวัตถุต่างๆที่อยู่ทางด้านหน้า แต่จะมีในเฉพาะในรุ่น AWD ตัวอย่างเช่น ระบบจ่ายค่าผ่านทางอัตโนมัติ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องหยุดรถ พร้อมด้วยระบบปฎิบัติการ HyperOS ของ Xiaomi ที่มีจุดเด่นด้านการจ่ายพลังงานให้กับสมาร์ตโฟนและรถยนต์พร้อมกันได้

Xiaomi SU7 จะเปิดตัวออกมาให้ได้เลือกถึง 3 รุ่น คือ Xiaomi SU7, Xiaomi SU7 Pro และ Xiaomi SU7 Max

Xiaomi SU7 รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง

  • Xiaomi SU7 ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) กำลังสูงสุด 299 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 5.28 วินาที ระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้งได้ 668 กิโลเมตร ระยะเบรก 100-0 กม./ชม. 35.5 เมตร น้ำหนักโดยรวม 1,980 กิโลกรัม

Xiaomi SU7 รุ่นขับเคลื่อนล้อ 4 ล้อ

  • Xiaomi SU7 MAX ขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ (AWD) กำลังสูงสุด 673 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 838 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 265 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 2.78 วินาที ระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ที่ 800 กิโลเมตร ระยะเบรก 100-0 กม./ชม. 33.3 เมตร น้ำหนักโดยรวม 2,205 กิโลกรัม

โดยเฉพาะ รุ่น AWD ใน Xiaomi SU7 เป็นรถไฟฟ้า EV ที่จัดหนักจัดเต็มในระบบความปลอดภัยต่างๆ เริ่มต้นจาก ระบบเบรกที่มีมาให้แบบ 4-POT จากค่ายระดับโลกอย่าง Brembo 4-port ทำงานร่วมกับ กล่องควบคุมระบบการเบรก และ การเสถียรภาพการทรงตัวอย่าง Bosch

และมาคราวนี้ ระบบมิติตัวถัง Xiaomi SU7 ยาว 4,997 มิลลิเมตร โดยมีความกว้าง 1,963 มิลลิเมตร และมีความสูงที่ 1,455 ระยะฐานล้อ Wheelbase 3,000 มิลลิมิตร ถ้าหากเทียบกับรุ่นอื่นๆในตลาดเรียกว่า เป็นรถที่มีระยะฐานล้อที่ยาวที่สุดในกลุ่มเดียวกัน

ขนาดของแบตเตอรี่ และประสิทธิภาพการชาร์จ ของ Xiaomi SU7
Xiaomi SU7 จะมีขนาดที่ใหญ่กว่ารุ่นอื่นๆในท้องตลาด ด้วยแบตเตอรี่ NMC จาก CATL 800V Technology ขนาดความจุ 101 kWh วิ่งได้ไกลถึง 800 กิโลเมตร (CLTC)

  • DC HyperCharge 5 นาที สามารถวิ่งได้ 220 km.
  • DC HyperCharge 10 นาที สามารถวิ่งได้ 390 km.
  • DC HyperCharge 15 นาที สามารถวิ่งได้ 510 km.

สีภายในห้องโดยสาร มีให้เลือกถึง 3 สี ได้แก่ สีแดง สีดำ สีขาว

ภายในห้องโดยสารจะโดดเด่นด้วยจอ อิโฟเทเมนท์์ตรงกลางขนาดใหญ่16.1 นิ้ว ความละเอียด 3K และมีจอ LCD ขนาดเล็ก 7.1 นิ้ว จำนวน 2 จอที่ติดตั้งสำหรับผู้โดยสารแถวหลังนอกจอกนี้ยังมีหน้าจอ HUD ด้านหน้า 56 นิ้ว สำหรับผู้ขับขี่ ระบบภายในขับเคลื่อนด้วยระบบซอฟต์แวร์ HyperOS ที่ทำงานร่วมกับชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8295 และมีระบบขับขี่อัตโนมัติ (ADAS) เรียกว่า Xiaomi Pilot ทำงานร่วมกับชิป Nvidia Orin-X มีพลังในการประมวลผลถึง 508 TOPs เลยทีเดียว

ทาง Xiaomi คาดหวังว่า ตลาดในปี 2024 นี้บริษัทจะมีเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นบริษัทรถยนต์ ที่ติด 1 ใน 5 อันดับของยานยนต์ไฟฟ้าภายใน 15.20 ปีข้างหน้า โดยจะวางออกสู่ตลาดในช่วงต้นปี 2024 นี้ คาดว่าราคาจะอยู่ราวๆ 300,000 – 400,000 หยวน หรือถ้าตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1.5 ล้าน ถึง 2 ล้านบาท ซึ่งถ้าเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะได้ถือว่าคุ้มค่าพอสมควร

อ่านข่าวสารรถยนต์ไฟฟ้า EV เพิ่มเติมได้ที่

ขั้นตอน เช็คสภาพด้วยตัวเองหลังเดินทางไกล

นอกจากการเตรียมสภาพรถก่อนเดินทางไกลแล้ว การเช็คสภาพหลังจากเดินทางไกลก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อหลังจากลุยอย่างสมบุกสมบันก็ต้องตรวจเช็ครถให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ปกติ เพราะปัญหาบางจุดเมื่อปล่อยทิ้งไว้อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตได้

1.ตรวจสีรอบรถยนต์

นอกจากที่เจ้าของรถจะต้องหมั่นสังเกตุสีรอบคันแล้ว การตรวจสีรอบรถยนต์ถือเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากสีมีวัตถุของแข็งจากภายนอกกระเด็นมาโดนสีรถทำให้เกิดความเสียหาย ก็อาจจะต้องทำการหาวิธีซ่อมแซมเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามจนทำให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ได้

ตัวอย่างเช่น
รอยสีถลอกที่เกิดจาก เศษหินกระเด็น เข้ามาทำลายสีรถจนเกิดรอยลึกอาจจำเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้เกิดสนิมที่ตัวรถได้เช่นกัน

รอยสีที่เกิดจากยางไม้ ทั้งกรดและด่างทำให้เกิดริ้วรอยบนสีของรถยนต์ทำให้เกิดรอยด่างบนเนื้อสีจนเป็นเหตุทำให้พื้นผิวบนแร็คเกอร์เกิดความเสียหายถ้าหากร้ายแรงกว่านั้นอาจจะต้องเสียงเงินเพื่อเข้ารับการปรับสภาพหน้าสีใหม่โดยใช้การขัดเคลือบผิวสีใหม่เลยทีเดียว

2.ตรวจเช็คยางรถยนต์

การตรวจเช็คสภาพของล้อแม๊กซ์และยางก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ เพราะล้อและยางเป็นอุปกรณ์หนึ่งสิ่งที่สัมผัสกับหน้าพื้นผิวถนน และมีความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหาย เพราะล้อแมกซ์และยางรถนั้นเป็นอุปกรณ์ที่หากเกิดความเสียหายอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้จึงควรจะต้องดูแลเป็นพิเศษ หลังจากเดินทางไกล

ความเสียหายที่อาจจะเกิดจากตะปู เศษไม้ เศษเหล็ก ทิ่มหน้ายาง ถ้าหากเกิดสิ่งเหล่านี้เจาะเข้าไปที่หน้ายางไม่ควรรีบเอาออกในทันทีเพราะถ้าหากเจาะทะลุเนื้อยางหลังจากดึงออกอาจจะทำให้ลมเกิดรั่วได้ ให้ค่อยๆขับเดินทางไปหาช่างผู้ชำนาญ ซ่อมแซม อุดรอยรั่ว

ความเสียหายที่แก้มยาง ถ้าหากแก้มยางเกิดการบวมหรือมีรอยแตก ก็ควรรีบเปลี่ยนยางในทันที ไม่ควรทนใช้เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงจากการระเบิดได้

ความเสียหายที่ล้อแม็กซ์ อาการแม็กซ์คด แม๊กซ์ร้าว เป็นปัญหาใหญ่ที่ควรรีบดำเนินการให้เร็วที่สุดเพราะอาจจะเป็นบ่อเกิดจากความเสียหายร้ายแรงได้

3.ท่อยาง ท่อน้ำและระบบส่งของเหลวต่างๆ

เมื่อรถเดินทางไกล จะมีแรงดันมากมายที่เกิดจากแรงดันภายในเครื่องยนต์ ประกอบกับความร้อนที่เกิดจากการทำงานของเครื่องยนต์ทำให้เกิดความร้อนสะสมภายในเครื่องยนต์อาจจะทำให้ท่อยางของเหลวต่างๆเกิดการรั่วซึมจนทำให้ระบบของเหลวขาด หรือต่ำกว่ามาตราฐานจนอาจจะทำให้ระบบภายในเครื่องยนต์เสียหายได้

4.ระบบเบรก
การเดินทางไกลมาเป็นระยะเวลานานๆอาจจะทำให้ระบบเบรกเกิดปัญหาต่างๆ เช่น เสียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากหน้าสัมผัสระหว่างจานเบรกและผ้าเบรก หรือ อาการสั่นของพวงมาลัยเมื่อเบรก หรือระบบ ABS มีการแจ้งเตือน ก็จำเป็นจะต้องซ้อมแซมโดยด่วน

5.ระบบกรองอากาศต่างๆ

ระบบกรองอากาศต่างๆ ของรถยนต์จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กรองหน้าเครื่องยนต์ และ กรองแอร์รถยนต์

หลังจากเดินทางไกลก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่จำเป็นจะต้องตรวจเช็คเพราะการเดินทางไกลๆ จะมีมลภาวะต่างๆ ที่อาจจะเข้าไปอุดตันในกรองอากาศทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักมากขึ้นและเป็นเหตุทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันมากยิ่งขึ้นได้

ระบบกรองแอร์ ภายในห้องโดยสารเป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญซึ่งเป็นสาเหตุของการทำงานหนักของระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เปลืองน้ำมันเช่นกัน

อ่านสาระน่ารู้เพิ่มเติม

เปิดไฟเลี้ยวให้ถูกต้อง เปิดแบบไหนปลอดภัยที่สุด

การใช้สัญญาณไฟเลี้ยวเป็นสิ่งสำคัญมากๆอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้รถใช้ถนน ไม่ควรละเลย และควรจะต้องใช้ให้ถูกต้องตามกฎจราจร เพื่อความเข้าใจตรงกัน ลดอุบัติเหตุ แต่ผู้ใช้รถใชถนนบางรายก็ละเลยที่จะใช้ หรือ ใช้อย่างไม่ถูกต้องจนทำให้เกิดความสับสนจนเป็นเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง ในบทความนี้จะมาบอกถึงสิ่งที่หลายๆคนมักจะใช้ไฟเลี้ยวผิดอยู่บ่อยๆ และวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด


ตามข้อมูลของกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) พบว่า การไม่เปิดไฟจอด หรือ ไฟเลี้ยว ทำให้เกิดอุบัติเหตุเฉลี่ย 700 รายต่อปี การเปิดไฟเลี้ยวถือว่าเป็นปัญหาส่วนหนึ่งของการทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนหรือจากการกระทำที่ขาดวินัยในการจราจร การกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของการจราจรเช่นกันถ้าหากใช้ได้อย่างถูกวิธีและเข้าใจตรงกันจะสามารถลดอุบัติเหตุไปได้มาก

ใช้ไฟเลี้ยวอย่างไรให้ถูกต้อง?

โดยพื้นฐานแล้ว การเปิดไฟเลี้ยวให้เปิดตามพวงมาลัยทีจะเลี้ยว ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการจะหมุนพวงมาลัยไปทางซ้าย ก็ให้เปิดไฟเลี้ยวซ้ายล่วงหน้าแล้วทำการดูให้ปลอดภัยแล้วจึงเลี้ยว ส่วนเลี้ยวขวาก็เปิดไฟเลี้ยวขวาล่วงหน้า ดูให้ปลอดภัยแล้วจึงทำการเลี้ยวขวา เมื่อต้องการเปลี่ยนเส้นทางให้เปิดไฟล่วงหน้าทุกครั้ง

ระยะเวลาการเปิดไฟเลี้ยวต้องทำอย่างไรถึงจะปลอดภัยที่สุด?

การเปิดไฟเลี้ยวเปลี่ยนเลนส์จะต้องทำการเปิดล่วงหน้า อย่างน้อย 3 วินาทีขึ้นไปแล้วจึงทำการเลี้ยวเพื่อทำการบอกเพื่อนร่วมทางให้เตรียมตัวล่วงหน้า แต่การเปิดไฟเลี้ยวก่อนที่จะเปลี่ยนเส้นทางทางร่วมทางแยก ก็จะต้องเปิดไฟให้ควบคู่สัมพันธ์กับระดับของความเร็วด้วย ดังนี้

  • สำหรับรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็ว 30 กม./ชั่วโมง ให้ทำการเปิดไฟเลี้ยวล่วงหน้า 30 เมตร
  • สำหรับรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็ว 60 กม./ชั่วโมง ให้ทำการเปิดไฟเลี้ยวล่วงหน้า 60 เมตร
  • สำหรับรถจักรยานยนต์ ก่อนถึงทางร่วมทางแยกให้ทำการเปิด 10-15 เมตรก่อนถึงทางแยก

การออกจากทางร่วมทางแยก จะต้องเปิดไฟอย่างไรเพื่อขอเข้าเส้นทางหลัก?

การเปลี่ยนเส้นทางจากทางร่วมทางแยกจะต้องเปิดไฟเลี้ยวตามพวงมาลัยที่จะเลี้ยว ไม่ควรเปิดข้างที่ตรงข้ามเพราะอาจจะสร้างความสับสนให้กับผู้ที่มาทางตรงได้จนอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

ไฟสัญญาณฉุกเฉิน ควรใช้เวลาไหน?
ไฟสัญญาณฉุกเฉิน หลายๆคนเข้าใจผิดว่า คือ “ไฟฝ่าหมาก” นั่นคือความเข้าใจผิดมาตั้งแต่สมัยก่อน แต่อันนี้จริงแล้ว ไฟสัญญาณฉุกเฉิน คือไฟเตือนให้ระวังเท่านั้น ถ้าเจอเหตุการณ์ฉุกเฉิน รถหยุดกระทันหัน คนข้ามถนน หรือ เจออุบัติเหตุด้านหน้า ให้ใช้เพื่อบอกรถด้านหลังที่ตามมาให้ระวังเพื่อเตรียมหยุดรถอาจจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้


แล้วสามารถใช้ไฟเลี้ยวสีอื่นนอกจากสีเหลืองได้หรือไม่?

กฎหมายของการฝ่าฝืนการใช้ไฟเลี้ยว ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ได้กำหนดเอาไว้ว่า ไฟเลี้ยวด้านหน้าจะต้องใช้สีเหลืองและติดตั้งที่ด้านหน้าจำนวน 2 ดวง ส่วนไฟเลี้ยวด้านหลังจะต้องใช้สีแดงเหลืองที่ด้านท้ายจำนวน 4 ดวง หรือ 2 ดวง ถ้าหากมีการติดตั้งสีอื่นหรือสีเหล่านี้จะต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

อ่านสาระน่ารู้รถยนต์ กฤษฎากู๊ดคาร์ ได้ที่

สายแคมป์ต้องไม่พลาด WULING BAOJUN YEP ไซด์เล็กน่ารัก วิ่งไกล 303 กม.

สายแคมป์ต้องไม่พลาด WULING BAOJUN YEP ไซด์เล็กน่ารัก วิ่งไกล 303 กม.



WULING BAOJUN YEP คือรถยนต์ Mini EV ไฟ้ฟ้าที่มีหน้าตาน่ารักทันสมัยกำลังเป็นที่นิยมทั้งกลุ่มคนที่ชอบความคล่องตัวและชอบการลุุยป่าลุยเขา จากบริษัทผู้ผลิต SAIC-GM-Wuling (SGMW) เป็นบริษัทรถยนต์ที่มียอดขายเป็นอันตัวต้นๆ ของประเทศไทย


ในรุ่นนี้เป็นรถประ เภท SUV 3 ประตู 4 ที่นั่งที่ขับเคลื่อนลงล้อหลัง ถึงแม้จะมีขนาดเล็กน่ารัก ฃแต่ก็ดูสมบักสมบัน สไตล์ทรงอ๊อฟโรด มีซุ้มล้อที่นูน บริเวณเสา A ราวหลังตสา และกาบข้างประตู และตกแต่งสีให้ดูมีความเป็น ทูโทนสำหรับขนาดของเจ้ารถคันนี้เรียกได้ว่ามีขนาดที่กระทักรัดเป็นพิเศษ โดยตัวถังมีขนาดกว้าง 1,685 มม. ความยาว 3,881 และความสูง 1,721 มม. มีระยะฐานล้อ 2,110 มีน้ำหนักอยู่ที่ 1,006 กิโลกรัม

แม้รถรุ่นนี้จะมีรูปลักษณ์ที่สมบักสมบัน แต่คันนี้ก็ยังเป็นรถที่ขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ และมีมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงแค่ตัวเดียวเท่านั้นใส่เข้ามาที่ด้านหลังของรถ 50kW 67 แรงม้า และแรงบิด 140 นิวตันเมตร

ซึ่งดีไซน์ภายในจะดูมีความหรูหราในแบบฉบับของรถยุคใหม่ เบาะสีครีมช่องแอร์ตัดขอบด้วยสีโครมเพิ่มมิติให้ภายในมีเส้นสายมากยิ่งขึ้น ตัดกับเส้นสายของพวงมาลัย 3 ก้าน แปะด้วยโลโก้ WULING ดูสวยงาม จอแดชบอร์ด เป็นแบบ แผ่นเดียวกับจอกลางซึ่งมีความกว้างขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งสามารถแสดงทั้งข้อมูลการขับขี่และหน้าจออินโฟเทนเทนต์ไว้ด้วยกัน และด้านผู้โดยสารสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสามารถวางโทรศัพท์ได้

คอนโซลกลางจะได้รับการติดตั้งชุดเกียร์ไฟฟ้าที่เป็นแบบมือหมุนมาพร้อมที่เปิด – ปิดกระจกไฟฟ้าด้านข้างทั้ง 4 บาท

ในด้านพละกำลังขับเคลื่อนของ Baojun YEP ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 50 kW หรือ 68 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 140 นิวตันเมตร สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 100 กม./ชั่วโมง พร้อมด้วยแบตเตอรี่ขนาดความจุ 28.1 kWh สามารถขับขี่ได้ไกลสุด 303 กม. แต่การชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน CLTC) และยังรองรับการชาร์จแบบ DC จาก 30 – 80% ได้ในเวลา 35 นาที

สำหรับ BAOJUN YEP คาดว่าจะเปิดตัวเริ่มต้นวางจำหน่ายที่ประเทศไทยในปี 2567 สำหรับคนที่สนใจก็อาจจะต้องรอซักหน่อยนะครับ


อ่านข่าวสารรถยนต์ EV เพิ่มเติม

กรมขนส่งขยายเวลาชำระภาษีรถยนต์ ในช่วงปีใหม่ 2567 และบริการตรวจสภาพ ฟรี กว่า 20 รายการ

ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2566 จนไปถึง 5 มกราคม 2567 เวลา 07.30-18.00 (เว้นวันหยุดราชการ) พร้อมจัดกิจกรรม ” ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” เจ้าของรถสามารถนำรถเข้ารับบริการตรวจเช็คสภาพรถให้พร้อมก่อนเดินทาง ณ ศูนย์บริการของภาคเครือข่าย ฟรี!!

โดยร่วมมือกับพันธมิตรภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนให้บริการตรวจสภาพความพร้อมของรถยนต์และรถจักรยานยนต์เบื้องต้นก่อนเดินทาง กว่า 20 รายการ โดยไม่คิดค่าบริการเช่นการตรวจระบบเบรกสภาพยางและการทำงานของเครื่องยนต์ ระดับน้ำมันเครื่องและความสกปรกของน้ำมันเครื่อง หม้อน้ำและรอยรั่วไส้กรองอากาศ การทำงานของไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะได้รับการดูแลจากช่างผู้ชำนาญการ นอกจากนี้บางหน่วยงานยังมีบริการตรวจเช็คลูกหมากปีกนก ลูกปืนล้อ ตรวจถังน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงท่อและข้อต่อน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพิ่มเติม และยังให้ส่วนลดค่าอะไหล่บางรายการอีกด้วย โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความตระหนักและเห็นความสำคัญของการตรวจเช็คสภาพให้กับเจ้าของรถก่อนที่จะเดินทางในช่วงปีใหม่โดยเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์สามารถนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการของภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ที่มีป้ายประชาสัมพันธ์ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566

และนอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบกมอบของขวัญปีใหม่ 2567 ให้กับพี่น้องประชาชน โดยอำนวยความสะดวก ขยายเวลารับชำระภาษีรถประจำปี ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ผ่านช่องทางเลื่อนล้อต่อภาษี (Drive Thru For Tax) เพื่ออำนวบความสะดวกให้ประชาชนที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาชำระภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ในช่วงเวลาราชการปกติ สามารถชำระภาษีก่อนและหลังเวลาราชการผ่านช่องทางเลืื่อนล้อต่อภาษี (Drive Thru For Tax) ได้ตั้งแต่เวลา 07.30 -188.00 น. ณ สำนักงานขนส่งทั่วประเทส ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2566 – 5 มกราคม 2567 (เว้นวันหยุดราชการ) อีกด้วย

อ่านข่าวสารรถยนต์เพิ่มเติม

ประกาศหยุดขายในไทยชั่วคราว Toyota Veloz

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 โตโยต้า มอเตอร์ ประเททศไทย ประกา๋ระงับการจัดส่งและจำหน่ายรถยนต์รุ่น Toyota Veloz เป็นการชั่วคราวซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการปลอมการทดสอบของบริษัท ไดฮัทสุ มอเตอร์ (ไดฮัทสุ) จำกัด บริษัทเดียวกันกับที่ผลิต Toyota Yaris Ativ ส่งมาจำหน่ายในประเทศไทย จนต้องมีการระงับการจำหน่ายไปเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา

โดยล่าสุด บริษัท ไดฮัทสุ มอเตอร์ จำกัด (ผลิตรถให้กับ Toyota หลายรุ่น) ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระภายนอกเป็นที่เรียบร้อยและรายงานต่อ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์เฟอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่นว่าพบข้อผิดพลาดในรถยนต์จำนวนทั้งหมด 64 รุ่น ซึ่งรวมไปถึง Toyota Veloz นั้นมีตัวประเบาะนั่งแนวตั้ง ทั้งที่ความเป็นจริง ไม่มีตัวปรับเบาะแนวตั้ง

ในกรณีที่แจ้งข้อมูลไม่ตรงของรุ่นรถ Toyota Veloz ทางโตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย ได้ยืนยันกับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อทำการแก้ไข และสามารถใช้งานได้อย่างปกติ โดยทาง Daihatsu ได้ทำการตรวจสอบรวมไปถึง TUV Rueinland Ltd. (TUV) หน่วยงานภายนอกที่มีอำนาจในการรับรองมาตรฐาน ยืนยันว่าไม่มีปัญหาใดๆ กับรถยนต์รุ่นนี้
แต่อย่างไรก็ตาม ทาง โตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย ได้มีการรายงานกรณีดังกล่าวให้ทางภาครัฐได้มีการทราบทันทีแล้ว จำเป็นจะต้องระงับการส่งมอบ – จำหน่ายรถยนต์ Toyota Veloz ในระหว่างการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระภายนอกที่มีอำนาจการรับรองมาตรฐาน จะรีบดำเนินการส่งมอบ – จำหน่ายตามปกติทันทีที่สามารถทำได้

อ่านข่าวสารเพิ่มเติม

ปีหน้ามาแน่ รถไฟฟ้า EV จากญี่ปุ่น พร้อมชนตลาดจีน ในปี 2024

ปี 2023 เรียกว่าเป็นปีทองของรถไฟฟ้า EV จากทางประเทศจีนซึ่งได้มาตีตลาดรถยนต์ EV ในประเทศไทยจนทำให้ชิงส่วนแบ่งของตลาดไปมากกว่าครึ่งต่อครึ่ง และในปีหน้า ทางญี่ปุ่นเองก็ได้เริ่มเปิดตัวรถไฟฟ้า EV บ้างแล้ว และเตรียมทดสอบวิ่งและมีแผนวางจำหน่ายในหลายๆรุ่นหลายๆแบรนด์

1.Toyota Hilux REVO BEV
ในช่วงปีหน้าทาง Toyota ก็จะเริ่มวางจำหน่ายเป็นทางการ ถ้าหากใครวิ่งถนนผ่านไปผ่านมาอาจจะได้พบเจอกัย Toyota Hilux REVO BEV ที่เรื่มทดลองวิ่งบนถนนในช่วงปลายปี 2023 ที่ผ่านมาโดยมีการบรรทุกหลังคาท้ายเพื่อเสริมน้ำหนักให้มากยิ่งขึ้นเหมือนกับการขนของไปในตัว

Toyota Hilux REVO BEV จะมาพร้อมกับยกระจังหน้าปิดทึบมีการออกแบบลายล้อขนาด 20 นิ้วมีการออกบบลวดลายล้อให้ดูเป็นรถยนต์ไฟฟ้า มีการติดป้ายสัญลักษณ์ BEV ที่ด้านท้าย แต่ภายในห้องโดยสารก็ยังเป็นการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ แบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มีการเปลี่ยนหน้าปัดแบบดิจิทัลมาแทนที่อันนล็คเพื่อแสดงผลค่าต่างๆได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และปรับเปลียนชุดเกียร์ใหม่เป็นชุดเกียร์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในตำแหน่งเดิม

Toyota Hilux REVO BEV ติดตั้งมอเตอร์ไว้ที่เพลาท้ายขับเคลื่อนล้อคู่หลังโดยมีการออกแบบ คานแข็งใหม่ไร้เพลาส่งกำลังส่วนตำแหน่งหัวชาร์จไฟ จะอยู่ที่แก้มซ้ายของตัวรถ

ซึ่งในรายละเอียดยังไม่ได้ระบุแน่ชัดเกี่ยวกับระยะวิ่งที่สามารถทำใด้อาจจะอยู่ราวๆ 200 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่สามารถทำได้ 12-13 วินาทีโดยประมาณ


2. Honda HR-V e:N1
ทาง Honda เองก็มีแนวโน้มที่จะผลิตรถยนต์เพื่อครอบครัวตามเส้นทางที่ตัวเองได้ปูมาตั้งแต่พักใหญ่ในปีหน้าก็ได้เตรียมเปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้า BEV ครอบครัวขนาดกลาง ที่มาครั้งนี้เคลมไว้ว่าสามารถเดินทางได้ไกลถึง 510 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC และยังสามารถชาร์จแบบ DC ตั้งแต่ 10-80% ใน 45 นาที ระบบชาร์จไว DC Charger ภายในเวลา 11 นาที สามารถวิ่งได้ไกล 100 กม. ส่วนระบบชาร์ตแบบ AC Charger ที่ 10-80% ได้ภายใน 6 ชั่วโมง

ดีไซน์ภายนอกของ Honda e:N1 จะมาในสไตล์เดียวกับ Honda Hr-V แต่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดตามจุดต่างๆ ให้ดูมีความแตกต่างออกไป กระจังหน้าที่เปลี่ยนเป็นช่องสำหรับชาร์จไฟฟ้า โลโก้ H-mark ด้านหน้ามีสีขาว โลโก้ Honda เป็นตัวอักษรที่ด้านหลัง ล้ออัลลอยขนาด 18″ พร้อม Aero Cover Wheel ลดแรงเสียดทานอากาศ และแผงชุดแบตเตอรี่ติดตั้งไว้ใต้ท้องรถพร้อมการ์ดกันกระแทก

ด้านภายในโดดเด่นด้วยจอแสดงผลขนาดใหญ่ 15.1 นิ้ว ได้แบ่งเมนูไว้ 3 โซนได้แก่ โซนด้านบนขะเป็น Connect / โซนกลาง Driver Assist / โซนด้านล่าง Air Diffusion System เพื่อให้ได้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้นและรองรับการเชื่อมต่อแบบ Apple Car Play และ Andriod Auto พร้อมด้วยฟังก์ชั่น Wi-Fi ในรถยนต์และการอัพเดท Software แบบ Over-the-air

ลักษณะของ Honda e:N1 จะเป็นรถไฟฟ้าที่ขับได้ไวสมูทนุ่มนวล ไม่กระโชกโฮกฮาก และมีความใกล้เคียงกับรถสันดาปทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องปรับตัวเยอะแต่ก็ยังคงแรงบิิดได้สูงถึง 310 นิวตัน-เมตร เพื่อใช้ในจังหวะของการเร่งแซงและเค้นพลังอัตราเร่ง 0-100 ได้ภายใน 7.6 วินาที ถึงจะดูไม่หวือหวาเหมือนกับทางค่ายจีนแต่ก๋พอที่จะใช้งานในบางจังหวะได้อย่างสมเหตุสมผล แต่ถ้าหากคุณกำลังหารถที่รวดเร็วปรูดปราด Honda e:N1 อาจจะได้รถที่ตอบโจทย์ของคุณ

ทาง Honda เองก็ได้มีการเปิดตัวให้ได้ยลโฉมภายในปี 2023 ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปีนั้น แต่คาดว่าจะมาวางตลาดในปีถัดไปอย่างแน่นอน ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป


3. Mazda MX-30 BEV
All New Mazda MX-30 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่เปิดตัวมาคู่กับ รุ่น Rotery-Hybrid แต่ก็ยังมีรุ่นที่เป็นรถ Full Electric 100% เช่นกัน และในปีหน้าก็เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมาพร้อมกับประตูแบบ Freestyle Door หรือที่เราเรียกว่า ประตูแบบตู้กับข้าว และมีการตั้งชื่อเรียกเทคโนโลยีใหม่ e-SKYACTIV ซึ่งเป็นชื่อเรียกของทาง เทคโนโลยีแบบไฟฟ้า 100% ของ Mazda

MX-30 จะมีขนาดที่ใกล้่เคียงกับ CX-30 แต่จะต่างเพียงดีไซน์และสไตล์ของตัวรถโดยจุดเด่นและเอกลักษณ์ของ MX-30 คือประ๖ูแบบ Suicide Door เปิดแบบตู้กับข้าว

e-Skyactive รถยนต์ไฟฟ้า 100% ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 143 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุดที่ 265 นิวตันเมตร และแบตเตอรี่ความจุ 35.5 kWh ขับเคลื่อนที่ล้อหน้า อัตตราเร่ง 0-100 km/h อยู่ที่ 9.7 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 140 km/h ระยะวิ่งไกลสูงสุด ที่ 237 km. ต่อการชาร์จ (ตามมาตรฐาน NEDC)

Mazda MX-30 จะใช้การชาร์จแบบ AC Type2 รองรับการชาร์จ 6.6 kW ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง 30 นาที และการชาร์จแบบกระแสตรง DC Fast Charging รองรับ 40 kW ใช้เวลาจาก 20-80% ภายใน 36 นาที


4. Mitsubishi Airtrek EV

เป็นรถ EV ยุคแรกของทาง Mitsubishi เลยก็ว่าได้ เกิดจากความร่วมมือของการร่วมทุนระหว่าง (GAC) จนกลายเป็นรถที่มีรูปลักษณ์ค่อนข้างต่าง Concept ของแบรนด์ไปมาก เพราะโดดเด่นทที่กระจังหน้าที่ใหญ่แต่ถูกปิดทึบตามสไตล์ของรถไฟฟ้า EV มองคล้ายๆ เหมือนกับ Expander แต่ยกเอาพละกำลังของ GAC Aionn V มาทั้งชุดด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า รหัส TZ10XYA1202 ความจุของ 73 กับ 80 kWh ให้มาไกลมากถึง 14 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร สามารถวิ่งได้ไกลถึง 500 ถึง 680 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นย่อย ซึ่งจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติไฟฟ้าซึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือโครงสร้างของตัวรถเสา D ที่มีความต่อเนื่องกับตัวรถ และโค้งไปยังประตูบานท้ายทำให้เหมือน กับ Xpander ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วพร้อมยาง 235/55R19 และ 20 นิ้ว พร้อมด้วยยาง 255/45 R20 ด้านท้ายมาในแบบ T-shaped และฝาท้ายทรงหกเหลี่ยมสำหรับราคาที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2024 อยู่ราวๆ 240,000 หยวน หรือตีเป็นเงินไทย 1,075,000 – 1,229,000 บาท(ยังไม่รวมกับภาษีนำเข้าของไทย)


5.Nissan Micra EV

Nissan Micra จะใช้แพลมฟอร์ม CMF-BEV ในตำแหน่งรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก และสามารถวิ่งได้ 402 km. ต่อการชาร์จบนชุบแบตเตอรี่ 50 kWh และกำลังขับประมาณ 135 แรงม้า และมีข่าวว่า ในปี 2024 อาจจะมรีการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพราะเมื่อ ช่วงปลายปี 2023 ได้ทำการเปิดตัวในงาน Motor Expo 2023 ที่ผ่านมาอย่างตื่นตาตื่นใจเพราะด้วยหน้าตาที่ล้ำสมัย เพราะมาคราวนี้ทางนิสสันไม่ได้เป็นผู้ออกแบบแต่เพียงหนึ่งเดียว โดยมี Renault และ Mitsubishi มาดูแลทางด้านวิศวกรรมได้ประกาศร่วมมือด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าร่วมลงทุนกว่า 23 พันล้านยูโร เพื่อจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าราวๆ 35 รุ่น และจะมีการแชร์แพลทฟอร์ม

นอกจากรุ่นนี้จะได้มือดีมาร่วมสร้างแล้ว ยังเผยเอาเอกลักษณ์ของตนเองออกมาผสมผสานได้อย่างลงตัวจากแนวคิด Micra และ Renault โดยจะใช้ แพลทฟอร์ม CMF-BEV สามารถขับได้ไกลถึง 400 กม./ชาร์จ ตามมาตรฐาน รถแฮทช์แบคโดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้า 136 แรงม้า และรุ่นที่สูงกว่า โดยจะมีมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 218 แรงม้า และคาดว่าราคาอาจจะสูงถึง 20,000-25,000 ยูโร หรือราวๆประมาณ 740,000 – 930,000 บาทโดยยังไม่รวมภาษีของประเทศไทย

อ่านข่าวสารรถยนต์เพิ่มเติม