ส่งรถหรูแดนมังกร Hongqi Guoya 2024 อ๊อพชั่นจัดเต็มมีเบาะนวด

Hongqi แบรนด์รถหรูจากทางประเทศจีนเตรียมเปิดตลาดรถหรูซาลูนเรือธงโดยใช้งานแสดงรถยนต์ Beijing Auto Show 2024 ที่เรียกว่าเป็นงานโชว์ยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน ทาง Hongqi เลยถือโอกาสเปิดตัวรถยนต์สุดหรูภายใต้ชื่อ Guoya โดยจะจำหน่ายภายใต้แบรนด์ใหม่ Golden Sunflower ของ Hongqi

ความโดดเด่นของ Hongqi Guoya 2024 นี่คือการเน้าความหรูหราภายนอกจะโดดเด่นด้วยการเลือกสีตัวถังและการออกแบบรถที่มีขนาดความยาว 5.3 เมตร โดยมีแรงบันดาลใจจาก Maybuch, Rolls-Royce โดยติดตั้งกระจังหน้าโครเมี่ยมขนาดใหญ่ที่เสริมให้ดูหรูหราและดึงดูดกระตุ้นความอยากให้กับกลุ่มไฮโซเป็นอย่างมากซึ่งถ้าสังเกตตราสัญลักษณ์ Hongqi จะดูคล้ายกลับตราสัญลักษณ์ของ Rolls-Royce และถ้าดูจากด้านข้างตัวรถ เส้นสายจะคล้ายกับ Rolls-Royce แทบทั้งหมดแต่จะแตกต่างในเรื่องของไฟที่ทาง Hongqi Guoya 2024 ได้ใส่เพิ่มเข้ามาให้ไล่ยาวขนไปถึงเส้นสายบนกระโปรง

ไฟด้านหน้าจะมีลูกเล่นและลวดลายคล้ายกับกลีบของดอกทานตะวันและไฟหน้าเป็นแบบ DLP (Digital Light Processing) 2 ชั้น และความซับซ้อนคล้ายกับ Bi-Beam ของ Benz แต่จะเพิ่มลูกเล่นการแสดงผลสัญลักษณ์ต่างๆบนท้องถนนเพื่อบอกให้เพื่อนร่วมทางหรือผู้ใช้ถนนรับรู้ได้ว่ากำลังมีคนข้ามถนน กระจังด้านล่างจะเป็นเกล็ดคล้ายดวงดาวที่เห็นอยู่บนกระจังหน้า Benz พร้อมด้วยเซนเซอร์ด้านหน้าทั้งหมด 6 จุด พร้อมกล้องรอบคันพร้อมระบบกันชนด้านหน้า

Hongqi Guoya 2024 มีการพัฒนาและต่อยอดมาจาก L-Concept ที่มีตัวถังขนาดยาว ถ้าหากมองเผินๆจะมีความหรูหราเทียบเท่าแบรนด์ Rolls-Royce เลยทีเดียว ประตูทั้ง 4 บานยังใส่ฟังก์ชั่นระบบประตูดูดไฟฟ้าหรือเพียงแค่แตะด้วยปลายนิ้วที่ด้ามจับประตูก็จะปิดให้เองอัตโนมัติ รวมไปถึงฝาท้ายที่สามารถเปิดและปิดเพียงแค่กดปุ่ม ด้านไฟท้ายก็มีการออกแบบเส้นสายพิเศษ เพื่อให้คงความเป็นอัตราลักษณ์ด้วยกลีบของดอกทานตะวัน และโคมไฟด้านข้างก็จะได้แรงบันดานใจมาจากโคมไฟพระราชวัง

มิติของตัวรถ Hongqi Guoya จะมีความยาวอยู่ที่ 5353 มม. ความกว้าง 1998 มม. ความสูง 1511 มม. และมีระยะฐานล้อ 3260 มม. โดยสีจะมีให้เลือกทั้งแบบ โมโนโทน และทูโทนในส่วนของฝากระโปรงหน้าตัวเสาและหลังคาจนไปถึงฝากระโปรงหลังจะมาในโทนสีขาวและชุดล้ออัลลอยที่จะมีให้เลือก 2 รุ่นคือขอบ 19″ นิ้วและขอบ 20″ นิ้ว

ภายในห้องโดยสารของ Guoya จะมีทั้งรุ่นแบบ 4ที่นั่งและ 5 ที่นั่ง งานออกแบบและการใช้วัสดุภายในพรีเมี่ยมและหรูหรา ตกแต่งด้วยวัสดุโครเมี่ยมและแผงลายไม้ Venneer พร้อมตกแต่งด้วยหนังแบบนุ่มๆรอบคัน

โดยในรุ่นที่เปิดตัวจะเป็นรุ่นแบบ 4 ที่นั่ง โดยเบาะคู่หลังจะเป็นแบบแบบแยกส่วนโดยตรงกลางจะเป็นที่วางแก้วและวางแขนและที่วางอยู่ช่วงกลาง อีกทั้งยังมีหน้าจอสัมผัสบริเวณที่วางแขนด้านหน้าเพื่อควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆภายในรถยนต์ เช่นเบาะนวด ในเรื่องของเบาะอุ่น และสามารถปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศภายในรถ

แผงแดชบอร์ดจะได้รับการติดตั้งหน้าจออินโฟเทนเมนท์ขนาดใหญ่และแผงหน้าปัด AR-HUD รวมไปถึงนาฬิกาอนาล๊อกขนาดเล็กอยู่เหนือหน้าจออินโฟเทนเมนท์ พวงมาลัยแบบ 2 ก้านที่ติดด้วย Logo Sunflower ที่ตรงกลางของพวงมาลัยและตกแต่งด้วย Piano black และวัสดุโครเมี่ยม

ด้านภายในจะตกแต่งด้วยชุดไฟ Ambient Light รอบคัน สามารถปรับลูกเล่นได้อย่างอิสระ และสามารถสั่งงานด้วยการโดตตอบด้วยใบหน้า เสียง และท่าทาง

และในด้านพละกำลังเผยว่า จะมากับระบบปลั๊กอินไฮบริจที่มีให้เลือกถึง 2 สเปค โดยในรุ่นเร่มต้นจะมากับเครื่องยนต์แบบเทอร์โบขนาด 3.0 ลิตรที่งานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าให้พละกำลังรวม 389 แรงม้า

และในรุ่นเครื่องยนต์ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบชาร์จทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวม 483 แรงม้าทั้ง 2 รุ่นขุมพลังจะจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดและชุดแบตเตอรี่จะมาในรู้แบบของการแยกส่วนแต่ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวระยะทางในการวิ่งแบบไฟฟ้าล้วนว่าระยะทางอยู่ที่เท่าไหร่

อ่านข่าวสารรถยนต์เพิ่มเติม

Porsche Taycan 2024 ปรับโฉมใหม่ และวิ่งได้ไกลกว่า

เรียกว่าถึงเวลาแล้ว ที่ Porsche Taycan ต้องปรับโฉมใหม่เพื่อทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV ต่อ ทาง Porsche ก็ถือโอกาสปรับโฉมใหม่ได้ทำการอัพเกรดใหม่ในด้านพละกำลังและความแรงระยะทางการชาร์จที่ดียิ่งขึ้น



Porsche Taycan 2024 ถือว่าเป็นเจ้าตลาดสำหรับรถสปอร์ต EV เจ้าแรกหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2019 และได้ทำการตลาดอย่างจริงจังจนได้กระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม

และสำหรับ Taycan 2024 ได้มีการปรับดีไซน์ด้วยการออกแบบด้านหน้าและด้านหลังใหม่ให้มีเส้นสายที่ชัดมากยิ่งขึ้นรวมทั้งปีกหน้าใหม่และไฟหน้าที่แบนราบ ทำให้ Taycan 2024 มีความกว้างมากยิ่งขึ้น

Logo Taycan มีการออกแบบให้เป็นรูปลักษณ์คล้ายกับกระจก 3 มิติ และกราฟฟิกส์ที่เป็นแบบเรืองแสงได้ถูกใช้งานเป็นครั้งแรกในรุ่นนี้ซึ่งจะเป็นอนิเมชั่นต้อนรับทั้งตอนเข้าและออกรถ

ในรุ่นนี้จะมีรุ่นสปอร์ตซีดานและรุ่นครอสทัวริสโม ความต่างจะอยู่ที่การขับเคลื่อนทั้งแบบ 2 ล้อและ 4 ล้อปอร์เช่จะได้รับการปรับปรุงอัตราเร่งที่เร็วกว่ารุ่นก่อนโดยในรุ่น สปอร์ตซีดานจะมีความเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลา 4.8 วินาที ซึ่งเร็วกว่ารุ่นก่อนหน้า 0.6 วินาที

และ TayCan Turbo S สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 2.4 วินาที ซึ่งเร็วกว่ารุ่นก่อนถึง 0.4 วินาที ถึงจะเป็นตัวเลขที่ดูไม่เยอะมาก แต่ก็ถือว่าแรงกว่าเดิมแน่นอน

จุดเด่นหลักๆสำหรับ Porsche Taycan 2024 รุ่นปรับโฉมใหม่

  • เส้นสายของไฟหน้าที่เป็นแนวตั้งออก
  • ความแรงและอัตราเร่งต้นที่เพิ่มมากขึ้น และตัว Turbo S เพิ่มแรงม้าเป็น 952 แรงม้า สามารถทำ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 2.4 วินาทีตามลำดับ

และในรุ่นนี้ยังมีฟังก์ชั่นเสริมอย่าง Push-to-pass ที่มาจะมาพร้อมแพคเกจ Sport Chrono สามารถเรียกกำลังเพิ่มได้สูงสุดถึง 95 แรงม้าจากเดิมภายใน 10 วินาที และ Taycan รุ่นเริ่มต้นจะให้กำลังเพิ่มได้สูงสุด 82 แรงม้า และรุ่น Top อย่าง Taycan Turbo S พร้อมระบบ Launch Control ได้เพิ่มกำลังสูงสุดเป็น 952 แรงม้า

และนอกจากจะได้ในเรื่องของพละกำลังแล้ว ยังพัฒนาระบบขับเคลื่อน EV ให้ได้ระยะทางที่ไกลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรุ่น Taycan สามารถทำได้ 678 กิโลเมตร เพิ่มขึ้นถึง 175 กิโลเมตรจากเดิมเฉลี่ยเป็นเปอร์เซนต์เท่ากับ 35% (ตามมาตฐาน WLTP) และยังชาร์จได้เร็วขึ้น

Porsche Taycan จะมีความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น จาก 93 kWh เป็น 105 kWh จะสามารถชาร์ตพลังงานไฟฟ้า 10% ให้ถึง 80% ภายใน 18 นาที และความพิเศษคือระยะเวลาในการชาร์จจะทำได้ไวกว่าเดิม

การระบายความร้อนในรุ่นนี้ถือว่าทำได้ดียิ่งขึ้น โดยมีการปรับปรุงมอเตอร์เพลาหน้าหลังให้มีกำลังเพิ่มมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบอินเวอร์เตอร์แบบปรับคลืื่นความถี่ใหม่และระบบเบรก Recuperation การเรียกพลังงานกลับคืนมาได้มากขึ้นถึง 30% จากการลดความเร็ว

ด้วยชุดแผงแพคแบตเตอรี่ เมื่อชารืจไฟเต็ม 1 ครั้งในรุ่น Taycan ในรุ่นล้อหลังจะสามารถวิ่งได้ระยะทางถึง 587 กม. ส่วน Taycan 4S สามารถวิ่งได้ไกลถึง 552 กม. และ Taycan Turbo ระยะทาง 555 กม. ส่วน Taycan Cross Turismo 4 ล้อ 21 นิ้วมีพิสัยทางการเดินทาง 512 กม.

และรุ่นนี้ยังประสบความสำเร็จในเรื่องของการลดน้ำหนักถึง 15 กิโลกรัม และยังให้อุปกรณ์มาตรฐานอย่าง ไฟส่องสว่างภายในโดยรอบ, ระบบช่วยจอดพร้อมกล้องมองหลังรอบคัน, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า, และเบาะอุ่นไฟฟ้า

อ่านข่าวสารรถยนต์ใหม่

Toyota ไฟเขียว พร้อมเร่งพัฒนา Toyota S-FR สู่การผลิตจริง

ทาง Toyota เคยเผยโฉมโมเดลแนวคิดที่จะสร้าง S-FR ซึ่งเป็น Roadster ขนาดเล็กในเมื่อปี 2015 โดยพยายามจะแย่งชิงเอาตลาดของทาง Mazda MX-5 ให้อยู่หมัด แต่เมื่อผ่านไปหลายๆปีดูเหมือนเรื่องราวนี้จะซาลงจนมาถึงปัจจุบัน ทาง Toyota ก็ได้ผุดโครงการนี้กลับมาอีกครั้ง และเตรียมเดินหน้าไฟเขียวเพื่อสร้าง S-FR ให้ออกมาเป็นชิ้นเป็นอันสู่การผลิตจริงแล้ว

Toyota S-FR เป็นการพัฒนาร่วมกัน ระหว่าง Toyota Daihatsu และ Suzuki ซึ่งทั้ง 3 ค่ายเดิมเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านรถยนต์ขนาดเล็ก โดยพัฒนาและต่อยอดจาก Toyota MR2 Spider ซึ่งเป็นคู่แข่งของทาง Mazda MX-5 มาอย่างนาวนาน ซึ่งรูปลักษณ์ที่แตกต่าง Toyota S-FR จะแตกต่างกับ Toyota MR-2 อย่างเห็นได้ชัดด้วยทรวดททรงที่มีความกลมเส้นสายจะออกไปทาง Daihatsu Copen ซะมากกว่า

โดยกระแสการกลับมาจองทาง Toyota S-FR นั้นจะเกิดจากการที่ Daihatsu หนึ่งในผู้ร่วมพัฒนา ได้เผยโฉม Vision Copen ที่มีองค์ประกอบดูคล้ายกับ S-FR และดูว่าจะเหมือนว่ามีความเป็นไปได้แทบจะทั้งหมดขอบกระจกที่บังลมและขอบประตูเหมือนจะยกมาจากทาง S-FR เป็นอย่างมากและการที่นำเอาส่วนต่างๆ เป็นรูปแบบงานแบบนี้ทำให้ Toyota สานต่องานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

และท้ายที่สุด Daihatsu กำลังผลิตรถเปิดประทุนขนาดเล็กก็ไม่ใช่งาน ยากสำหรับToyota ที่จะสร้างรถที่ใหญ่กว่านี้และมีพละกำลังที่มากกว่า เพราะด้านเครื่องยนต์ขนาดเล็กก็ได้ทาง Suzuki เข้ามาช่วยลดต้นทุนได้เช่นกัน สามารถดูได้จากการพัฒนาของ Toyota และ BMW ที่ได้พัฒนา Supra และ Toyota GT86 และ Subaru BRZ ก็เหมือนกับว่าง ทาง Toyota ก็จะใช้หลักการเดียวกันนี้ในการพัฒนารถรุ่นใหม่ๆ

โดยสื่อนอกได้ให้ข่าววว่า S-FR น่าจะผลิตจริงและเปิดตัวในช่วงปลายปี 2026 หรือไม่ก็ช่วงราวๆ ต้นปี 2027 และจะใช้เครื่องยนต์กำลัง 1.3 ลิตรเทอร์โบ 3 สูบ ให้พละกำลังสูงถึง 150 แรงม้า

และอย่างไรก็ตาม Toyota ยังผลิตเครื่องยนต์ที่ใกล้เคียงกันอย่าง Toyota GR86 อยู่แล้ว ซึ่งในปัจจุบันก็เหมือนจะเป็นคู่ปรับกับทาง mazda MX-5 อยู่แล้วเพียงแค่ GR86 นั้นแตกต่างออกไปด้วยโครงสร้างบางส่วนเท่านั้น หากมีการนำมาวางจำหน่ายจริงต้องลุ้นว่าจะมีผลกระทบต่อยอดขาย GR86 หรือไม่

อ่านข่าวสารรถยนต์เพิ่มเติม

5 รถมือสองราคาแข็ง ซื้อใช้ยังไงราคาก็ลงยาก

เราจะได้ยินหลายๆคนมักจะพูดว่า ขึ้นชื่อว่า “รถยังไงก็ราคาตก” แต่จะมีรถยอดนิยมเพียงไม่กี่รุ่นที่ซื้อใช้ราคาไม่ค่อยตก แถมยังซื้อง่ายขายคล่องเก็บไว้ใช้ระยะยาว ยังไงก็ยังคุ้มถ้าหากใครอยากได้รถที่มีราคาคุ้มขายก็ไม่เจ็บตัวมากต้องซื้อแล้ว

1.Honda Civic FK และ Civic FC 2017

Honda Civic เรียกว่าเป็นรถที่ยอดฮิดแทบจะทุกรุ่นตั้งแต่อดีตมาเพราะด้วยรูปลักษณ์ สมรรถนะ และความนิยมในประเทศไทยทำให้ Honda Civic เป็นรถที่ยึดครองตลาดทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย และด้วยความเป็นแบรนด์ Honda ก็จัดว่าเป็นรถที่วัยรุ่นต่างก็นิยมนำมาจัดทรงแต่งเสริมเติม และสร้างกลุ่มเฉพาะอย่างเหนียวแน่น ถ้าหากใครกำลังสนใจรุ่นนี้ก็หมดความกังวลในเรื่องของอะไหล่และปัญหาได้ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้เลย เพราะมีที่ปรึกษาและผู้ให้คำแนะนำอย่างแน่นอน

ราคามือหนึ่ง เริ่มต้นที่ 874,000 – 1,219,000 บาท
ราคามือสอง 467,000 – 658,000 บาท


2. Toyota Fortuner 2018
เป็นรถ PPV ที่พูดได้อย่างเต็มปากว่ามันคือเจ้าตลาดในกลุ่ม PPV ตัวจริง เพราะด้วยรูปทรงและแบรนด์ Toyota ก็เป็นอันดับหนึ่งของไทยจึงทำให้หลายคนหันมาสนใจในรุ่นนี้เป็นอย่างมากเพราะด้วยรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัย ประกอบกับพละกำลังเหลือๆที่สามารถเรียกใช้ได้อย่างติดเท้า โดยเฉพาะรุ่นชุดแต่งพิเศษ ก็ได้ใส่อุปกรณ์มาอย่างครบครัน จึงเป็นรถยนตืที่สามารถไปต่อได้อีกยาวๆ

ราคามือหนึ่ง เริ่มต้นที่ 1,699,000 – 1,789,000 บาท
ราคามือสอง 899,000 – 1,090,000 บาท

3. Honda CR-V 2018

Honda CR-V 2018 เป็นรถ Crossover อีกหนึ่งรุ่นที่มีหน้าตาทันสมัย และมีระบบคุมอัจฉรียะที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ เป็นรถบ้านที่สามารถใช้ได้ทั้งคุณพ่อบ้านและคุณแม่บ้าน ด้วยการออกแบบที่เน้นไปในเรื่องของความสะดวกในการใช้งานเป็นหลัก เช่น เบาะหลังสามารถดึงพับได้ง่าย ฝาท้ายระบบไฟฟ้า เซนเซอร์พร้อมกล้องรอบคันก็ทำให้เหล่าแม่บ้านจึงนำมาเป็นตัวเลือกหลักๆนอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดน้ำมันแถมรองรับในเรื่องของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง E85 อีกด้วย

ราคามือหนึ่ง เริ่มต้นที่ 1,200,000 – 1,549,000 บาท
ราคามือสอง 658,000 – 859,000 บาท


4. Toyota Vios 2019

Toyota Vios เป็นรถที่มีราคาประหยัด และดูแลง่ายเป็นอันดับต้นๆของรถยอดนิยมในประเทศไทย และเป็นรถที่เรียกว่ามีอายุการใช้งานอย่างยาวนานอีกหนึ่งรุ่น เพราะด้วยที่เป็นรถยอดนิยม ทำให้อะไหล่หาง่าย และรุ่นย่อยให้มีตัวเลือกทำให้ลูกค้าหลายๆกลุ่มเข้าถึงตลาดได้ง่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือนอกเมืองก็สามารถไปได้อย่างสบายๆ ถึงจะเป็นรถที่มีเครื่องแค่ 1.6 ลิตรแต่ก็สามารถขึ้นเขาหรือทางชันได้แบบสบายๆ และยังได้ความประหยัดอีกด้วย ถ้าหากคุณเป็นคนชอบรถยนต์ที่เน้นใช้งานง่าย ไม่จุกจิก และยังเป็นรถตลาดที่ซื้อไม่สูง และขายก็ไม่ตกมากนักก็แนะนำเป็น Toyota Vios 2019 เลยครับ

ราคามือหนึ่ง เริ่มต้นที่ 609,000 บาท
ราคามือสอง 359,000 บาท


5. isuzu D-Max Hi-Lander 2018

Isuzu D-MAX เป็นรถกระบะที่เน้นในเรื่องของความแข็งแรงคุ้มค่าและคงทนซึ่งถ้าหากใครที่เคยได้ใช้งาน Isuzu แล้วจะบอกว่าเป็นรถที่ดูแลง่าย ไม่จุกจิกทั้งในเรื่องของเครื่องยนต์ หรือ อะไหล่ต่างๆซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดมากมายแต่ระวังในเรี่องของเลียนแบบเท่านั้น และในช่วงออกมือหนึ่งถือว่าเป็นอีกแบรนด์ที่มีโปรโมชั่นและยอดขายเร้าใจแบบสุดๆทำให้กลุ่มตลาดรถกระบะในประเทศไทยก็มี Isuzu นี่แหละที่คึกคักเป็นพิเศษ ทำให้ตัวเลือกในตลาดมีมากมายหลายเรทราคาความสภาพและเลขไมล์ และได้รับความนิยมในตลาดรถมือสองเป็นอย่างมาก

ราคามือหนึ่ง เริ่มต้นที่ 875,000 – 1,016,000 บาท
ราคามือสอง 719,000 – 878,000 บาท

อ่านสาระน่ารู้เพิ่มเติม

Porsche Mission X Concept หากผลิตจริงจะเป็นรถ Hypercar ไฟฟ้าที่เร็วสุดในโลก

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากสำหรับ Porsche Mission X Concept ซึ่งถ้าหากได้ผลิตขึ้นมาจริงๆหละก็เจ้ารุ่นนี้ก็จะได้กลายเป็นรถ Hypercar ไฟฟ้าที่เร็วที่สุดในโลกไปในทันที เพราะการออกแบบลักษณะของโครงสร้างไม่ใช่แต่สวยลงตัวเท่านั้นแต่มาพร้อมกับแรงกด Downforce ที่ได้ค่าตัวเลขที่ดีกว่า Porsche 911 GT3 RS อีกด้วยด้วยการออกแบบที่มีความโดดเด่นอย่าง E-Core Layout ทำให้สามารถติดตั้งแบตเตอรี่ที่ด้านหลังของเบาะนั่งตอนหลังได้ทำให้ได้ศูนย์ถ่วงกลางที่พอดิบพอดี และทำให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้นอีกด้วย


ทาง Porsche ได้เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าผ่าน Concept Mission X ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มุ่งเน้นในเรื่องของ อนาคตของเทคโนโลยีของรถสปอร์ตในอนาคต ด้วยการเลือกอัตราลักษณ์ทที่โดดเด่นของรถยนต์ Porche 3 รุ่นอย่าง Porche 959 ,Carrera GT และ 918 Spyder ซึ่งนำเข้ามารวมกันใน Mission X ทั้งสมรรถนะ และความหรูหราได้อย่างลงตัว

และทาง CEO Oliver Blume ได้อธิบายไว้ว่า “Porsche ก็ยังคงเป็น Porsche ที่ยังคงพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ Mission X ก็เป็นเครื่องยืนยันบนความเป็น DNA ที่แท้จริงของ Porsche ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ถ้า Mission X ได้นำไปผลิตจริง ทาง Porsche ก็ได้สามารถพูดได้ว่า มันคือรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถลงถนนได้จริงและจะต้องเป็นรถที่เร็วที่สุดในโลกรวมไปถึงสนามแข่งอย่าง Nürburgring ด้วย”

ด้วยระยะฐานล้อ 2,728 มม. ทำให้ Mission X สามารถเปรียบเทียบได้กับ Porsche Carrera GT และ 918 Spider และด้วยความเร็วที่ 4,496 มม. และกว้างถึง 1,999 มม. ทรวดทรวงของ Mission X จะมีทรงและขนาดความยาวมากเลยทีเดียว

การคาดการณ์ผลิตจริงของทาง Porsche Mission X

ฺBlume ได้บอกกับทางสื่อมวลชนว่า ณ ตอนนี้เรากำลังจะตัดสินใจว่าจะทำการผลิตจริงขึ้นเลยไหมในช่วงปีนี้

แต่อย่างไรก็ตามหากโปรเจกต์นี้ได้ทำการผลิตขึ้นจริง ก็จะนำเอาสถาปัตยกรรม 900V มาเพื่อรองรับการชาร์จไว ที่สามารถชาร์จได้เร็วกว่า Porsche Taycan Turbo S ถึง 2 เท่าและรีดพละกำลังมหาศาลได่ถึง 1,500 แรงม้าเลยทีเดียว


และก่อนหน้านี้ทาง Porsche ได้กล่าวว่า Mission X จะเป็นเพียงแค่การออกแบบมาเพื่อการศึกษาเรื่องของการออกแบบเท่านั้นไม่ได้จะนำออกมาขายจริง ทาง CEO ก็ได้คงยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่หากจะต้องนำออกมาผลิตจริง ติดตามผลได้ภายในสิ้นปีนี้

อ่านข่าวสารรถไฟฟ้า EV เพิ่มเติม

Zeekr เตรียมวางตลาดในสหรัฐฯ ตั้วเป้า 2.3 แสน คัน ทั่วโลก

รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน Zeekr พร้อมวางตลาดในสหรัฐอเมริกานำเข้าโดยบบริษัท MGC-ASIA ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ EV สัญชาติจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 ภายใต้บริษัท Geely Holding Group ที่มีแบรนด์ต่างๆอย่าง Geely ,Volvo ,Lotus รวมไปถึง Lynk&Co ปี 2024 Zeekr เตรียมส่งรถยนต์ไฟฟ้าลุยตลาด ในปี 2024 นี้

Zeekr X

นอกจากนี้ Zeekr กำลังเตรียมที่จะเสนอขายหุ้น IPO ในสหรัฐฯ พร้อมตีตลาดด้วยหุ้น American Depository 17.5 ล้านหุ้นในราคาระหว่าง 18 ถึง 21 ดอลลาร์ต่อหุ้น นับว่าเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดของจีนในสหรัฐฯซึ่งโดยนักลงทุนทั่วโลกจะสามารถเป็นเจ้าของ Zeekr ได้แต่จะอยู่ภายใต้การควบคุมสิทธ์สนการลงคะแนนเสียงจาก Shufu Li ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทซึ่งมีอำนาจเหนือผู้ถือหุ้นถึง 75% หลักจากการเสนอขายหุ้น IPO

Zeekr 001


ผู้หลิตรถยนต์ไฟฟ้า Zeekr วางแผนที่จะขยายตลาดออกสู่หลากหลายประเทศ หนึ่งในประเทศไทยรวมไปถึงออสเตรเลียด้วยโดยมีการตั้งเป้าขายรถไฟฟ้าทั่วโลกให้ได้ 230,000 คันภายในปี 2024 นี้ ซึ่งเป็นจำนวนกว่า 2 เท่าในปี 2023 ที่ผ่านมา และในส่วนของ Line UP ในปัจจุบันจะประกอบไปด้วยรุ่น 001,007,009 และตัว X รวมไปถึงรุ่น Mix รถยนต์มินิแวนไฟฟ้าทที่เตรียมวางแผนที่จะเปิดตัวในเร็วๆนี้ ซึ่งในรุ่นทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้จะแบตเตอรี่ ลิเธี่ยม-ไอออน ฟอสเฟตในขนาด 95 kWh และแบตเตอรี่ลิเธี่ยม ไอออนที่ประกอบไปด้วย นิกเกิล , แมงกานีส และ โคบอลต์ ในขนาด 100 kWh

Zeekr 007
Zeekr 009
Zeekr Mix

อ่านข่าวรถยนต์ไฟฟ้า EV เพิ่มเติม


รถตู้ถอดเบาะ ใช้งานผิดประเภท โดนปรับหรือไม่

ว่าด้วยเรื่องของรถตู้ถอดเบาะ หากใช้งานผิดประเภท เมื่อเจอด่านตรวจจะโดนค่าปรับหรือไม่

การจำแนกลักษณะของการใช้งานรถยนต์แต่ละประเภท เพื่อให้เป็นระเบียบทั้งความปลอดภัยแล้วยังมีลักษณะการเสียภาษีที่แตกต่างกันอีกด้วยซึ่งถ้าหากใช้รถยนต์ที่ไม่ตรงกับประเภทที่จดก็อาจจะมีผลการใช้งานที่ไม่ถูกลักษณะเช่น เส้นทางที่ห้ามบรรทุกหนักวิ่ง หรือ รถยนต์ที่มีน้ำหนักบรรทุกเกิน อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ด้วยนั่นเอง โดยป้ายบรรทุกจะเป็นป้ายสีขาวตัวอักษรสีเขียว ส่วนรถตู้ที่มีที่นั่งเกิน 12 คนขึ้นไปจะต้องเป็นป้ายพื้นขาวตัวหนังสือสีฟ้า หรือถ้าเป็นรถนั่งไม่เกิน 7 คน จะเป็นป้ายพื้นขาวตัวหนังสือสีดำ

รถตู้ถอดเบาะ หรือมีการดัดแปลงเพื่อใช้งานผิดประเภท โดนปรับหรือไม่?

การดัดแปลงสภาพรถตู้เพื่อใช้งานบรรทุกนั้นถือว่าเป็นการดัดแปลงเพื่อใช้งานไม่ตรงกับประเภทที่จดโดยตามกฎหมาย พรบ.รถยนต์ พ.ศ.2552 ได้ระบุไว้ดังนี้

พรบ.รถยนต์ พ.ศ. 2522

หมวด ๑ การจดทะเบียน เครื่องหมาย และการใช้รถ

มาตรา ๑๔    รถใดที่จดทะเบียนแล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดเปลี่ยนแปลงตัวรถหรือส่วนใด ส่วนหนึ่งของรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้และใช้รถนั้น  เว้นแต่เจ้าของรถนํารถไปให้ นายทะเบียนตรวจสภาพก่อน
                  ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่ารถที่เปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่งอาจก่อให้เกิด อันตรายในเวลาใช้ให้สั่งเจ้าของรถแก้ไขและนํารถไปให้ตรวจสภาพก่อนใช้
                   การตรวจสภาพดังกล่าวนายทะเบียนจะสั่งให้เจ้าของรถนํารถไปให้ตรวจสภาพ ณ สถานตรวจสภาพที่ได้รับ อนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกก็ได้ และให้นํามาตรา ๑๒ วรรคสอง วรรคสาม และ วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้านายทะเบียนเห็นว่ารถนั้นปลอดภัยในเวลาใช้ ให้แก้ไขเพิ่มเติมรายการในทะเบียนและใบคู่มือจดทะเบียนรถนั้นด้วย

มาตรา ๒๑ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้ เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) การใช้รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร หรือรถจักรยานยนต์ สาธารณะในกิจการส่วนตัว
(๒) การใช้รถยนต์สาธารณะในกิจการส่วนตัว โดยมีข้อความแสดงไว้ที่รถนั้นให้เห็นได้ง่ายจากภายนอกว่าใช้ในกิจการส่วนตัว
(๓) การใช้รถยนต์สาธารณะบรรทุกของที่ติดตัวไปกับผู้โดยสาร
(๓ ทวิ) การใช้รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินหนึ่งพันหกร้อย กิโลกรัม เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน หรือใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล
(๔) ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่ กําหนดในกฎกระทรวง

ฉะนั้นเมื่อต้องการดัดแปลงรถตู้หรือถอดเบาะสำหรับบรรทุกจะต้องทำการจดทะเบียนเปลี่ยนลักษณะการใช้งานเพื่อให้ตรงตามกฎหมายเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดอันตราย และเพื่อความเป็นระเบียบในการเสียภาษีประจำปีอีกด้วย

อ่านสาระน่ารู้เพิ่มเติม

Vinfast เปิดแผนโมเดลธุรกิจใหม่ ซื้อรถแต่เช่าแบตเตอรี่รายเดือน

โดย Vinfast (วินฟาส) แบรนด์รถไฟฟ้า EV ชั้นน้ำสัญชาติเวียดนาม ประกาศบุกตลาด รถไฟฟ้า EV ด้วยโมเดลธุรกิจแบบเช่าแบตเตอรี่รายเดือน ซึ่งเมื่อซื้อรถจะไม่รวมกับราคาแบตเตอรี่ แต่จะจ่ายค่าแบตเตอรี่เป็นรายเดือนแทน หวังเอาใจลูกค้าที่กังวลปัญหาในเรื่องความคงทนของแบตเตอรี่


ในประเทสไทย Vinfast ได้ทำการจดทะเบียนตั้งบริษัทเครือเมื่อปลายปี 2566 คือบริษัท วินฟาสต์ ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 108,360,000 บาท และในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมาก็ได้นำรถยนต์ไฟฟ้า EV เข้าร่วมอวดโฉมอีกด้วย

วินฟาสต์อ้างอิงข้อมูลจากตลาดประเทศอิโดนิเซีย (เข้าไปทำตลาดก่อนไทย และมีแผนสร้างโรงงานประกอบ) โดยค่าเช่าแบตเตอรี่รายเดือนของรถรุ่น VF E34 จะแบ่งเป็น 2 ทางเลือกคือ

  • 3,700 บาท วิ่งไม่เกิน 3,000 กม./เดือน
  • 6,400 บาท ไม่จำกัดระยะทาง / เดือน

ส่วนราคา VF e34 ที่อินโดนิเซียขายไม่รวมแบตเตอรี่ อยู่ที่ 718,000 บาท กับรถที่ใช้ความจุ 42 kWh โดยการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้งสามารถวิ่งได้ 318 กม.

การตลาดนี้ ซึ่ง Vinfast ได้ระบุว่า โมเดลธุรกิจแบบใหม่นี้ ลูกค้าสามารถเช่าแบตเตอรี่วินฟาสต์ โดยจ่ายเป็นรายเดือนแทนการซื้อขาด แนวทางนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายก้อนแรกในการซื้อรถและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวโดยมีค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เกิดขึ้นและเมื่อเทียบกับการเติมน้ำมันแล้วก็ยังถือว่าคุ้มค่าและประหยัดกว่า

ซึ่งการตลาดโมเดลนี้ตอบโจทย์ในเรื่องของความกังวลของลูกค้าเกี่ยวกับการเสื่อสภาพของแบตเตอรี่โดยรับประกันในการบำรุงรักษาและเปลี่ยนแบตเตอรี่ฟรีเมื่อมีความจุลดลงต่ำกว่า 70%
และในขณะเดียวกัน ลูกค้ายังสามารถลดความเสี่ยงในเรื่องค่าใช้จ่ายให้กับรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง เนื่องจากบริษัทเป็นเจ้าของแบตเตอรี่และรับผิดชอบดูแลค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ และยังเป็นโมเดลกลยุทธ์ทางการตลาดที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้กับทาง Vinfast อีกด้วย


อ่านข่าวสารรถยนต์ไฟฟ้า EV เพิ่มเติม

CHANGAN เปิดตัวกระบะพันธุ์ผสม SUV NEVO E07

เป็นรถที่ตอบสนองความต้องการของตลาดคนส่วนใหญ่คือด้านความอเนคประสงค์โดยการนำคุณลักษณะของรถ SUV และรถเก๋งปิกอัพ และการใช้สอบแบบรถ SUV ทั้งการคุมรถและความสะดวกสบายเข้าด้วยกัน และสามารถบรรทุกและขยายพื้นที่การเก็บสัมภาระเพิ่มเติมได้อีก

ด้วยความสามารถพิเศษที่มีคือ NEVO E07 สามารถความยาวของตัวรถที่เกิน 5 เมตร และระยะฐานล้อ 3.1 เมตรจึงตอบสนองความต้องการสำหรับคนที่ชอบในความอเนคประสงค์รอบด้าน และความรู้สึกในการขับขี่เหมือนกับรถเก๋งขนาดกลาง ซึ่งใช้เทคโนโลยีช่วยในการขับเคลื่อน และความปลอดภัยด้านระบบคอมพิวเตอร์อันทันสมัย และเครือข่ายการสื่อสารที่ปลอดภัย โดยสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ที่มุ่งเน้นการให้บริการสร้างมาสร้างระบบดิจิทัลของยานพาหนะได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวตกรรมนี้ครองคลุมถึงโรงงานอัจฉรียะแห่งใหม่ซึ่งเป็นโรงงานประกอบและผลิตในด้านของวัสดุตัวถัง ทำให้ลดตุนทุนในการผลิตลงและลดพลังงานถึง 20% และอาจจะส่งผลให้ราคาในการวางจำหน่ายลดลงตามไปอีกด้วย

ในด้านการขับขี่และระบบขับเคลื่อนของ Qiyuann E07 หรือ NEVO E07 จากข้อมูลเบื้องต้น จะมีเหลือทั้งรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียวที่ให้กำลัง 252 kW หรือราวๆ 338 แรงม้า และรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ โดยมอเตอร์คู่หน้าให้กำลัง 188 kW หรือราวๆ 252 แรงม้า ส่วนมอเตอรืคู่หลังให้กำลัง 252 kW หรือราวๆ 338 แรงม้า และความเร็วของรถทั้ง 2 รุ่นจะอยู่ี่ 201 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับ NEVO E07 นั้นคาดว่าจะวางจำหน่ายในปี 2024 นี้ ที่ประเทศจีนเป็นที่แรก แต่ในประเทศไทยจะมีการจำหน่ายหรือไม่นั้นอาจต้องติดตามข่าวอัพเดท และความคืบหน้ากันต่อไปครับ

อ่านข่าวสารรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม

Mitsubishi ASX 2024 ปรับโฉมชุดใหญ่ ไมเนอร์เชนจ์ เพิ่มระบบ Hybrid

Mitsubishi ASX 2024 ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ยุโรป ปรับดีไซน์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังดุดันยิ่งขึ้น เพิ่มฟังก์ชั่น Google Built-in และเพิ่มขุมพลัง Hybrid เข้ามาเป็นตัวเลือกในรุ่นนี้อีกด้วย

Mitsubishi ASX 2024 ยังคงพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ Renault Captur สัญชาติฝรั่งเศษบนแพล็ทฟอร์ม CMF-B ของเครือ Renault – Nissan-Mitsubishi Alliance โดยมีการปรับเปลี่ยนรุปลักษณ์ครั้งใหญ่ให้สอดคล้องแนวคิด Dynamic Shield ของมิตซูบิชิ และเริ่มทำตลาดครั้งใหม่ในกลุ้ม B-SUV

แม้ว่า Mitsubishi ASX 2024 จะใช้เอกลักษณ์ที่เรียกว่า Dynamic Shield ตามแบบฉบับที่มิตซู แต่ดีไซน์หลักยังคงถอดแบบมาจาก Renault Captur มาแทบจะทั้งหมด แต่มีการปรับลวดลายของกระจังหน้าให้แตกต่างออกไปเล็กน้อย พร้อมกับใส่หลังคาแบบ Panoramic Sunroof ที่มีขนาด 690 มม. และล้ออัลลอยที่มีให้เลือกทั้งขนาด 17 นิ้ว และ 18 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารชูจุดเด่นด้วยจอกลางขนาด 10.4 นิ้วความละเอียดสูงที่มีฟังก์ชั่น Google Built-in สามารถใช้งาน google Map และสามารถ Download แอปพลิเคชั่นเพิ่มเติมผ่าน Google Plat ได้ รวมถึงรองรับฟังก์ชั่นสั่งงานด้วยเสียงด้วยคำสั่ง “Hey Google” จากนั้นตามด้วยคำสั่งต่างๆ ที่ต้องการทั้งการโทรออก ระบบนำทาง และ ความบันเทิง ระบบเสียง Harman Kardon กำลังขับสนุก 410 วัตต์มาให้ด้วย

และสนรุ่นนี้ก็มีระบบอำนวยความสะดวกในการขับขี่กึ่งอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control และ Lane Centering Assist ในขณะที่ขับขี่และถนนที่มีสภาพการจราจรหนาแน่น สามารถปรับความเร็วได้ตามป้ายจราจรที่กำหนดไว้ด้วย

ขุมพลังเครื่องยนต์มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งเครื่องเบนซิน 3 สูบ 1.0 ลิตรเทอร์โบ MPI-T กำลังสูงสุดที่ 91 แรงม้า พ่วงด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ตามด้วยเครื่องยนต์ เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร Mild-hybrid ทที่ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion ขนาด 12 โวลต์์ เลือกได้ทั้งเกียร์อัตโนมัติ 7DCT และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มีอัตราสิ้นเปลืองต่ำเพียง 5.7 ลิตร ต่อ 100 กม. หรือราวๆ 17.5 กม./ลิตร

ส่วนอีกรุ่นเป็นเครื่องยนต์ Full-hybrid ที่ทำงานาร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้า ทั้ง 2 ตัว ให้กำลังสูงสุดทั้งหมด 143 แรงม้า สามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุดราวๆ 900 กิโลเมตร ต่อน้ำมัน 1 ถัง โดยสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยไฟฟ้าราวๆ 80% ถ้าหากเดินสำหรับรูปแบบการขับขี่ในเมือง

อ่านข่าวสารรถยนต์ใหม่