สาระน่ารู้ » 7 คำถามที่ห้ามพลาด เตรียมตัวก่อนมาซื้อรถมือสอง

7 คำถามที่ห้ามพลาด เตรียมตัวก่อนมาซื้อรถมือสอง

7 สิงหาคม 2023
225   0

ถ้าหากว่าคุณกำลังเตรียมตัวจะซื้อรถ หนึ่งคัน สิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการซื้อรถมือสองจะต้องมีอะไรบ้าง นอกจากจะไปดูรถคันจริงตามเต็นท์แล้ว ก็จะต้องเตรียมคำถามเพื่อผลประโยชน์ในการเลือกรถให้ได้มากที่สุด การเตรียมคำถามต่างก็ถือว่าสำคัญสุดๆ เพราะในช่วงเวลาระยะสั้นๆ ที่คุณจะมีโอกาสถามเกี่ยวกับตัวรถ วันนี้ กฤษฎากู๊ดคาร์ จึงรวบรวมคำถามมาให้ลูกค้าได้ลองถามฝ่ายขายกันครับ

การตั้งคำถามต้องถามยังไง?

หากคุณเดินตรงเข้าไปถามว่า รถคันนี้มีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง? หรือ คันนี้ดีไหม? ก็คงไม่มีแม่ค้าพ่อค้าคนไหนจะตอบว่า สินค้าของตัวเองไม่ดี อาจจะเพราะว่ามันเป็นคำถามที่กว้างเกินไป และก็อาจจะตอบคำถามไม่ได้ดีมากนักฉะนั้น ตัวผู้ซื้อเองก็ต้องศึกษาด้วยตัวเองมาบ้าง

7 คำถามสำคัญ

1.รถคันนี้ปีอะไร และ เลขไมล์เท่าไหร่

คำถามแรกที่เราจะต้องเริ่มคือ ปีรถซึ่งจะต้องสัมพันธ์กับเลขไมล์ ซึ่่งให้เราคำนวนเลขไมล์กับปีของโดยสามารถคำนวนได้ดังนี้
ตัวอย่างรถปี 2004 เลขไมล์ 310,000 กิโลเมตร ให้นำ ปี 2004 ลบกับ ปีปัจุบัน 2023 เท่ากับ รถ 19 ปี
นำ 19 ปี หารด้วยเลขไมล์ 310,000 กิโลเมตร ก็เท่ากับกับ ปีละ 16,315 กิโลเมตร
ก็ถือว่าต่อปีรถคันนี้ใช้มาราวๆ 1.6 หมื่นโลต่อปีเท่านั้น

แต่ทั้งหมดทั้งมวลเลขไมล์ก็ไม่ได้เป็นคำตอบของเรื่องทั้งหมดเพราะถ้าหากเลขไมล์น้อย โดยค่าเฉลี่ยควรจะอยู่ราวๆไม่เกิน ปีละ 10,000 – 20,000 กิโลเมตรต่อปี แต่ถ้าหากเป็นรถที่ใช้งาน แนะนำให้เฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ 30,000-40,000 ต่อปี การมองด้วยตาเปล่าว่าสภาพดีก็ไม่สามารถดูด้วยตา เปล่าแต่รถผ่านการใช้งานแบบไม่ดูแล หรือสมบุกสมบัน เลขไมล์น้อยๆ นั้นก็อาจจะไม่ใช่คำตอบของการการันตีสภาพเสมอไป เพราะถ้าหากไมล์น้อย แต่ราคากลับถูกมากเกินไป ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่า ฉะนั้นการเลือกรถก็ควรดูสภาพประกอบกับการใช้งานให้สมเหตุสมผล

2. คันนี้ได้แต่งอะไรมาบ้าง
เป็นคำถามปลายเปิดที่คุณจะได้คำตอบแบบทางบวกหรือทางลบทางใดซักทางหนึ่ง อาจจะแต่งเพราะความสวยงาม หรือแต่งเพราะตอบสนองของเจ้าของเดิม เพราะถ้าหากรถแต่งสวยมาคุณก็อาจจะได้คำตอบในเชิงทางบวกซะส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ใช้ทั้งหมด เพราะให้เราพิจารณาเอาเองว่าอุปกรณ์ต่างรถเหล่านั้น ส่งผลดีหรือไม่ผลเสีย อย่างเช่น ถ้าหากรถเปลี่ยนกล่อง ECU มา ข้อดีคือรถสามารถทำรอบได้สูงขึ้น แต่อาจจะทำให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็นำกลับมาพิจารณาได้

3. รถคันนี้เคยชนหนักไหม

คำถามที่สามารถบอกได้เป็น 2 ประเด็นได้ ประเด็นแรกคือการเฉี่ยว อาจจะเกิดรอยลอกนิดหน่อย ซึ่งให้คิดซะว่ามันเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะร่องรอยเหล้านี้เกิดจากการใช้งานเพราะนอกจากจะมีร่อยรอยเศษดิน เศษหินกระเด็น กิ่งไม้หรือยางมะตอย มักจะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าหากมีร่องรอยลึกหรือเยอะเกินไป อาจจะต้องคิดถึงประเด็นต่อมาคือการชนหนัก คือถ้าหากรถมีการถูกชนจนเสียศูนย์เสียสภาพ ทั้งโครงสร้าง และ อะไหล่ต่างๆ พัง ยุบ จนต้องเปลี่ยนใหม่หมด หรือผ่านการซ่อมแซมเชื่อมต่อ ก็จะส่งผลเสียในระยะยาวได้เช่นกัน

4. รถคันนี้ใช้งานมากี่มือแล้ว
คำถามนี้เราอาจจะต้องพิจารณาจากสภาพการใช้งาน โดยให้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของสภาพจากการใช้งานเป็นหลัก เพราะสิ่งที่เราสามารถสังเกตได้คือความสมเหตุสมผลของสภาพ ถ้าหากว่ารถโทรมมากๆ ก็อาจจะเกิดจากการใช้งานอย่างหนัก เพราะลักษณะการใช้งานของแต่คนนั้นก็ไม่เหมือนกันอีกด้วย อาจจะส่งผลทำให้เครื่องยนต์และตัวรถ เสื่อมสภาพไวกว่าปกติ


5. ทำไมเจ้าของเดิมถึงขายคันนี้
อาจจะดูเป็นคำถามที่ตรงไปตรงมา แต่ถ้าหากว่าเรารู้ว่าเหตุผลที่ขายคันนี้เจ้าของเดิมคืออะไรก็อาจจะอุ่นใจมากขึ้นแต่ เราก็มักจะได้ยินคำตอบที่ว่า เจ้าของเดิมต้องการซื้อรุ่นใหม่ เจ้าของเดิมจะขยับรุ่นหรือขยายรถให้ใหญ่เพื่อใช้ในครอบครัว ก็อาจจะต้องพิจารณาที่ตัวรถให้ดีๆ โดยปกติแล้วแบบจากกันด้วยดี การขายรถมักจะเกิดจากการบรรเทาค่าใช้จ่าย หรือ ต้องการเปลี่ยนรถใหม่นั่นเอง

6. รถคันนี้เข้าศูนย์ครบทุกระยะหรือไม่
การเข้าศูนย์ตามระยะก็เป็นการดูแลรถยนต์ และเป็นสัญลักษณ์ของการทนุถนอมรถของเจ้าของเดิม ทางดิลเลอร์หรือศูนย์บริการจะมีการบันทึกการเข้ารับบริการของทางลูกค้าทุกท่านอยู่แล้ว ทางลูกค้าก็สามารถนำเลขทะเบียน ไปตรวจสอบเพื่อขอรับข้อมูลกับทางศูนย์บริการได้

7. รถคันนี้มีการรับประกันหลังจากที่ซื้อหรือไม่

แน่นอนว่าแต่ละเต็นท์จะมีการรับปรับกันในเรื่องของสภาพและการใช้งานหลังจากลูกค้าได้ออกศุนย์ไปอยู่แล้ว แต่จะแตกต่างในเรื่องของระยะทาง หรือ ระยะเวลา แต่อย่างไรก็ตาม สิส่งเหล่านี้จะอยู่ในข้อตกลงหากเราลืมหรือไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า อาจจะพลาดในเรื่องของการรับประกันไปได้นั่นเอง

สาระน่ารู้รถยนต์