
ช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเฉียบพลัน สิ่งที่ผู้ใช้รถกังวลมากที่สุดคือ รถจะถูกน้ำท่วมจนเสียหาย และคำถามยอดฮิตที่ทุกคนอยากรู้คือ “น้ำท่วมรถเคลมได้ไหม?” ความจริงแล้ว การเคลมความเสียหายจากน้ำท่วมขึ้นอยู่กับ “ระดับน้ำที่ท่วมรถ” และ “ประเภทของประกันภัยรถยนต์ที่ผู้ใช้ทำไว้” แต่หลายคนยังไม่ทราบว่าประกันแต่ละชั้นให้ความคุ้มครองต่างกันอย่างไร รวมถึงเงื่อนไขที่ต้องระวังก่อนตัดสินใจแจ้งเคลม
ระดับน้ำท่วมที่ประกันใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินความเสียหาย
แม้แต่ละบริษัทประกันอาจมีรายละเอียดต่างกันเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปจะยึดตาม “ระดับความสูงของน้ำที่เข้าตัวรถ” ดังนี้:
1) น้ำท่วมระดับล่างรถ (ต่ำกว่าแผ่นท้องรถ)
- มักทำความเสียหายไม่มาก
- ประกันชั้น 1 และบางแผนของชั้น 2+ อาจครอบคลุม
- เสียหายหลักมักเป็นชุดตอนล่าง เช่น ท่อไอเสีย, เบรก, ชิ้นส่วนเหล็ก
- ซ่อมได้ง่าย และค่าใช้จ่ายไม่สูง
2) น้ำเข้าห้องโดยสารระดับพื้นรถขึ้นมาถึงเบาะ
- เริ่มกระทบระบบไฟฟ้า, กล่องฟิวส์, แผงคอนโซล
- ค่าเปลี่ยนชุดพื้น–พรม–ระบบไฟ เสียหายหลักหมื่นถึงหลักแสน
- ตรวจสอบง่ายว่ารถ “โดนน้ำท่วมแน่นอน”
3) น้ำท่วมถึงระดับคอนโซล / หน้าจอ / แผงควบคุม
- ถือว่า “เสียหายหนัก”
- ระบบไฟฟ้าเสียหายทั้งหมด, แผงประตู, แอร์, ECU มีโอกาสเสียสูง
- 90% ของเคส มักเข้าหลัก “Total Loss” หรือพิจารณาเป็นเศษซาก
4) น้ำท่วมจนมิดหลังคา / มิดทั้งคัน
- ประกันชั้น 1 แทบทุกบริษัทมองว่าเป็น “รถเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss)”
- รถอาจถูกตีราคาเป็นเศษเหล็กแล้วจ่ายเงินตามทุนประกัน
- ต้องเตรียมหลักฐานความสูงของระดับน้ำเพื่อประกอบเคลม
น้ำท่วมรถเคลมได้ไหม? ขึ้นอยู่กับชั้นประกันดังนี้
ประกันชั้น 1 – คุ้มครองครบที่สุด
- คุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม “ทุกระดับ” ตั้งแต่ล่างรถจนมิดรถ
- ซ่อมศูนย์ / อู่ในเครือได้
- หากเสียหายหนัก ประเมิน Total Loss และจ่ายตามทุนประกัน
- คีย์เวิร์ดหลัก: น้ำท่วมรถเคลมได้ไหม ประกันชั้น 1 เคลมได้เกือบทุกกรณี
ประกันชั้น 2+
- คุ้มครอง “น้ำท่วมบางกรณี” เท่านั้น
- ส่วนใหญ่คุ้มครองเฉพาะ กรณีน้ำท่วมระหว่างจอด
- ไม่คุ้มครองหาก “ขับลุยน้ำเองแล้วรถดับ”
- ต้องอ่านเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้ละเอียด
ประกันชั้น 3+
- ส่วนใหญ่ ไม่ครอบคลุมน้ำท่วมรถยนต์
- คุ้มครองเฉพาะอุบัติเหตุรถชนรถ
- น้ำท่วมระดับไหนก็ มักเคลมไม่ได้
ประกันชั้น 3
- ไม่คุ้มครองน้ำท่วมโดยสิ้นเชิง
- ครอบคลุมเพียงความเสียหายต่อบุคคลภายนอก
สิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อรถโดนน้ำท่วม
1) ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด
เพราะน้ำอาจเข้าเครื่องยนต์ หากสตาร์ทจะเกิดอาการ Hydrolock ทำให้เครื่องแตกและไม่อยู่ในความคุ้มครองบางกรณี
2) ถ่ายรูป / วิดีโอระดับน้ำ
ควรเก็บหลักฐานเหล่านี้
- ระดับน้ำภายนอกรถ
- ระดับน้ำในห้องโดยสาร
- ภาพรอบคัน
- ป้ายทะเบียน
- ภายในห้องเครื่อง
บริษัทประกันต้องการเห็น “ความสูงของน้ำตอนท่วมจริง”
3) ติดต่อประกันทันที
แจ้งเหตุผ่าน Call Center หรือแอปของบริษัทประกัน พร้อมส่งรูปประกอบ
4) ยกรถไปอู่อย่าขับเอง
ขับเอง ความเสียหายเพิ่ม บางบริษัทตีเป็นผู้ใช้รถประมาท
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการเคลมน้ำท่วม
- กรมธรรม์ประกันภัย
- สำเนาทะเบียนรถ (เล่มจริงไม่จำเป็น)
- บัตรประชาชนผู้เอาประกัน
- หลักฐานรูปถ่ายน้ำท่วม
- รายการความเสียหายที่พบ
- ใบรับรถจากอู่
กรณี Total Loss อาจต้องใช้
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- สมุดเล่มทะเบียนรถตัวจริง
ข้อควรระวังที่ทำให้ “เคลมไม่ได้”
แม้รถโดนน้ำท่วม แต่บริษัทประกันอาจ “ปฏิเสธเคลม” ได้ในกรณีต่อไปนี้
1) ขับลุยน้ำจนรถดับเอง
หลายกรมธรรม์ระบุว่า ความเสียหายเกิดจากความเสี่ยงที่ผู้ใช้รถยอมรับเอง
2) สตาร์ทรถทั้งที่น้ำเข้าเครื่อง
จะถูกมองว่า “ทำให้ความเสียหายเพิ่มขึ้น”
3) เปลี่ยนเงื่อนไขในกรมธรรม์โดยไม่แจ้งบริษัท
เช่น เปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยไม่ได้แจ้ง
4) รถใช้เพื่อการพาณิชย์ แต่กรมธรรม์เป็นส่วนบุคคล
บางบริษัทถือว่าใช้ผิดประเภท
สรุป
ความเสียหายจากน้ำท่วมรถยนต์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนักหรือน้ำท่วมฉับพลัน การรู้ว่า “น้ำท่วมรถเคลมได้ไหม” ขึ้นอยู่กับระดับน้ำและชั้นประกันที่ถืออยู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้รถควรเข้าใจให้ชัดเจนไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันการเสียสิทธิ์โดยไม่ตั้งใจ
การเตรียมหลักฐานให้ครบถ้วน และรีบแจ้งประทันทันที จะช่วยให้กระบวนการเคลมเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ควรตรวจสอบเงื่อนไขในกรมธรรม์และเลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้รถของคุณได้รับการปกป้องในทุกสถานการณ์
