สาระน่ารู้ » โดนตัดแต้มใบขับขี่ อยากได้คะแนนคืน (คู่มือใหม่ล่าสุดปี 2025)

โดนตัดแต้มใบขับขี่ อยากได้คะแนนคืน (คู่มือใหม่ล่าสุดปี 2025)

19 ตุลาคม 2025
911   0

โดนตัดแต้มใบขับขี่ อยากได้คะแนนคืน (คู่มือใหม่ล่าสุดปี 2025)

ตั้งแต่กรมการขนส่งทางบกเริ่มใช้ระบบ “ตัดแต้มใบขับขี่” หลายคนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการขับรถอย่างมีวินัยมากขึ้น เพราะเมื่อทำผิดกฎจราจร แต้มคะแนนสะสมจะถูกหักออก และถ้าแต้มหมดอาจถูก “พักใช้ใบอนุญาตขับขี่” ได้เลย แต่ในกรณีที่คุณ โดนตัดแต้มใบขับขี่ อยากได้คะแนนคืน จะต้องทำอย่างไรบ้าง?

ระบบตัดแต้มใบขับขี่คืออะไร

ระบบ “ตัดแต้มใบขับขี่” เป็นมาตรการใหม่ที่กรมการขนส่งทางบกนำมาใช้ เพื่อควบคุมและกระตุ้นให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร โดยในแต่ละคนจะเริ่มต้นด้วย คะแนนเต็ม 12 แต้ม เมื่อทำผิดกฎจราจรแต่ละครั้ง จะถูกหักแต้มตามระดับความรุนแรงของความผิด เช่น

  • ฝ่าไฟแดง หัก 2 แต้ม
  • ขับรถย้อนศร หัก 2 แต้ม
  • ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ หัก 1 แต้ม
  • ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หัก 1 แต้ม
  • ขับรถเร็วเกินกำหนด หัก 1 แต้ม

หากแต้มหมดภายในรอบ 1 ปี จะถูกพักใช้ใบขับขี่ และต้องเข้ารับการอบรมก่อนถึงจะกลับมาขับรถได้อีกครั้ง

เมื่อโดนตัดแต้ม ต้องทำอย่างไร

เมื่อมีการตัดแต้มเกิดขึ้น กรมการขนส่งทางบกจะมีการแจ้งเตือนผ่านระบบ “DLT Smart Queue” หรือแอป “DLT Driver Licence” รวมถึงสามารถตรวจสอบแต้มได้ทางเว็บไซต์ https://ptm.dlt.go.th ผู้ขับขี่ควรเข้าเช็กคะแนนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันแต้มหมดโดยไม่รู้ตัว เพราะถ้าคะแนนหมดก่อนจะขอคืนแต้ม จะต้องรอครบกำหนด “พักใช้ใบขับขี่” ก่อนเท่านั้น

วิธีขอคืนแต้มใบขับขี่ (อัปเดตปี 2025)

สำหรับใครที่ โดนตัดแต้มใบขับขี่ อยากได้คะแนนคืน สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้ โดยไม่ต้องรอให้ครบปี

1. เข้ารับการอบรมกับกรมการขนส่งทางบก

ผู้ขับขี่ที่มีคะแนนคงเหลือต่ำกว่า 12 แต้ม สามารถขอคืนแต้มได้ โดยการเข้ารับการอบรมตามโครงการ “ฟื้นฟูความรู้ด้านจราจร”

รายละเอียดการอบรม

  • อบรมใช้เวลา 3 ชั่วโมง
  • เมื่ออบรมเสร็จจะได้รับการคืนแต้มไม่เกิน 4 คะแนนต่อครั้ง
  • สามารถเข้ารับการอบรมได้ปีละ 1 ครั้ง
  • ต้องไม่มีการถูกพักใช้ใบขับขี่ในขณะนั้น

2. อบรมผ่านช่องทางออนไลน์

ปัจจุบันกรมการขนส่งเปิดอบรมออนไลน์ผ่านระบบของ “กรมการขนส่งทางบก”

ช่องทางอบรมออนไลน์

  • เว็บไซต์: https://ptm.dlt.go.th
  • หรือผ่านแอปพลิเคชัน “DLT Driver Licence”

เอกสารที่ใช้

  • บัตรประชาชน
  • ใบอนุญาตขับขี่ (ตัวจริงหรือรูปถ่าย)

เมื่ออบรมครบตามเวลาที่กำหนด ระบบจะบันทึกข้อมูลและคืนแต้มให้อัตโนมัติภายใน 1–3 วันทำการ

3. อบรมด้วยตนเองที่สำนักงานขนส่ง

หากไม่สะดวกออนไลน์ สามารถติดต่อ สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือ ขนส่งพื้นที่ 1–5 กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้ารับการอบรมด้วยตนเองได้เช่นกัน แนะนำให้โทรสอบถามล่วงหน้า เพราะบางพื้นที่มีรอบอบรมจำกัด

ระยะเวลาการคืนแต้มใบขับขี่

หลังจากอบรมเรียบร้อย คะแนนจะถูกคืนให้โดยระบบอัตโนมัติภายใน 15 วันทำการ และแต้มที่คืนให้จะไม่เกิน 4 คะแนนต่อครั้ง โดยรวมสูงสุดไม่เกิน 12 คะแนนในปีนั้น หากผู้ขับขี่ไม่มีการทำผิดเพิ่มเติมภายในรอบปี ระบบจะคืนแต้มเต็มโดยอัตโนมัติเมื่อครบ 12 เดือน

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการตัดแต้ม

  • แต้มถูกหักทันทีเมื่อมีคำสั่งลงโทษ หรือออกใบสั่งโดยเจ้าหน้าที่
  • หากไม่ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน จะถูกระงับการต่อภาษีรถยนต์
  • การคืนแต้มทำได้เฉพาะคนที่ยังไม่ถูกพักใช้ใบขับขี่
  • หากแต้มหมด ต้องเข้ารับการอบรม 3 ชั่วโมง และถูกพักใช้ใบขับขี่ 90 วัน
  • ในกรณีทำผิดซ้ำซ้อน อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

เคล็ดลับรักษาแต้มไม่ให้หมดเร็ว

เพื่อป้องกันปัญหาการโดนพักใช้ใบขับขี่ ควรปฏิบัติตามหลักพื้นฐานดังนี้

  • ขับรถด้วยความเร็วตามกฎหมายกำหนด
  • หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ
  • คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง
  • เคารพสัญญาณไฟจราจร
  • ตรวจเช็กแต้มผ่านแอป DLT Driver Licence ทุกเดือน
  • หากโดนตัดแต้ม ควรรีบเข้าอบรมคืนแต้มโดยเร็ว

การมีวินัยในการขับขี่ไม่เพียงช่วยรักษาคะแนน แต่ยังช่วยลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนด้วย

ช่องทางตรวจสอบแต้มใบขับขี่ล่าสุดปี 2025

สามารถตรวจสอบแต้มของคุณได้ฟรีผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

  • เว็บไซต์: https://ptm.dlt.go.th
  • แอปพลิเคชัน: DLT Driver Licence
  • สายด่วนกรมการขนส่งทางบก: 1584
  • หรือสอบถามโดยตรงที่สำนักงานขนส่งทุกแห่ง

สรุป โดนตัดแต้มใบขับขี่ อยากได้คะแนนคืน ไม่ยากอย่างที่คิด

หากคุณ โดนตัดแต้มใบขับขี่ อยากได้คะแนนคืน ไม่ต้องรอครบปี เพียงเข้ารับการอบรมฟื้นฟูความรู้กับกรมการขนส่งทางบก ไม่ว่าจะทางออนไลน์หรือที่สำนักงาน ก็สามารถขอคืนแต้มได้สูงสุด 4 คะแนนต่อครั้ง การรักษาแต้มไว้ให้ครบไม่เพียงแต่ช่วยให้ขับรถได้อย่างสบายใจ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของ “ผู้ขับขี่มีวินัย” ที่ช่วยสร้างความปลอดภัยบนถนนให้กับทุกคนอีกด้วย