สาระน่ารู้ » เช็กด่วน! หลังน้ำท่วมสูง ประกันรถชั้นไหนถึงรับเคลม?

เช็กด่วน! หลังน้ำท่วมสูง ประกันรถชั้นไหนถึงรับเคลม?

29 พฤศจิกายน 2025
20   0

ช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเฉียบพลัน สิ่งที่ผู้ใช้รถกังวลมากที่สุดคือ รถจะถูกน้ำท่วมจนเสียหาย และคำถามยอดฮิตที่ทุกคนอยากรู้คือ “น้ำท่วมรถเคลมได้ไหม?” ความจริงแล้ว การเคลมความเสียหายจากน้ำท่วมขึ้นอยู่กับ “ระดับน้ำที่ท่วมรถ” และ “ประเภทของประกันภัยรถยนต์ที่ผู้ใช้ทำไว้” แต่หลายคนยังไม่ทราบว่าประกันแต่ละชั้นให้ความคุ้มครองต่างกันอย่างไร รวมถึงเงื่อนไขที่ต้องระวังก่อนตัดสินใจแจ้งเคลม

ระดับน้ำท่วมที่ประกันใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินความเสียหาย

แม้แต่ละบริษัทประกันอาจมีรายละเอียดต่างกันเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปจะยึดตาม “ระดับความสูงของน้ำที่เข้าตัวรถ” ดังนี้:

1) น้ำท่วมระดับล่างรถ (ต่ำกว่าแผ่นท้องรถ)

  • มักทำความเสียหายไม่มาก
  • ประกันชั้น 1 และบางแผนของชั้น 2+ อาจครอบคลุม
  • เสียหายหลักมักเป็นชุดตอนล่าง เช่น ท่อไอเสีย, เบรก, ชิ้นส่วนเหล็ก
  • ซ่อมได้ง่าย และค่าใช้จ่ายไม่สูง

2) น้ำเข้าห้องโดยสารระดับพื้นรถขึ้นมาถึงเบาะ

  • เริ่มกระทบระบบไฟฟ้า, กล่องฟิวส์, แผงคอนโซล
  • ค่าเปลี่ยนชุดพื้น–พรม–ระบบไฟ เสียหายหลักหมื่นถึงหลักแสน
  • ตรวจสอบง่ายว่ารถ “โดนน้ำท่วมแน่นอน”

3) น้ำท่วมถึงระดับคอนโซล / หน้าจอ / แผงควบคุม

  • ถือว่า “เสียหายหนัก”
  • ระบบไฟฟ้าเสียหายทั้งหมด, แผงประตู, แอร์, ECU มีโอกาสเสียสูง
  • 90% ของเคส มักเข้าหลัก “Total Loss” หรือพิจารณาเป็นเศษซาก

4) น้ำท่วมจนมิดหลังคา / มิดทั้งคัน

  • ประกันชั้น 1 แทบทุกบริษัทมองว่าเป็น “รถเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss)”
  • รถอาจถูกตีราคาเป็นเศษเหล็กแล้วจ่ายเงินตามทุนประกัน
  • ต้องเตรียมหลักฐานความสูงของระดับน้ำเพื่อประกอบเคลม

น้ำท่วมรถเคลมได้ไหม? ขึ้นอยู่กับชั้นประกันดังนี้

ประกันชั้น 1 – คุ้มครองครบที่สุด

  • คุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม “ทุกระดับ” ตั้งแต่ล่างรถจนมิดรถ
  • ซ่อมศูนย์ / อู่ในเครือได้
  • หากเสียหายหนัก ประเมิน Total Loss และจ่ายตามทุนประกัน
  • คีย์เวิร์ดหลัก: น้ำท่วมรถเคลมได้ไหม ประกันชั้น 1 เคลมได้เกือบทุกกรณี

ประกันชั้น 2+

  • คุ้มครอง “น้ำท่วมบางกรณี” เท่านั้น
  • ส่วนใหญ่คุ้มครองเฉพาะ กรณีน้ำท่วมระหว่างจอด
  • ไม่คุ้มครองหาก “ขับลุยน้ำเองแล้วรถดับ”
  • ต้องอ่านเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้ละเอียด

ประกันชั้น 3+

  • ส่วนใหญ่ ไม่ครอบคลุมน้ำท่วมรถยนต์
  • คุ้มครองเฉพาะอุบัติเหตุรถชนรถ
  • น้ำท่วมระดับไหนก็ มักเคลมไม่ได้

ประกันชั้น 3

  • ไม่คุ้มครองน้ำท่วมโดยสิ้นเชิง
  • ครอบคลุมเพียงความเสียหายต่อบุคคลภายนอก

สิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อรถโดนน้ำท่วม

1) ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด

เพราะน้ำอาจเข้าเครื่องยนต์ หากสตาร์ทจะเกิดอาการ Hydrolock ทำให้เครื่องแตกและไม่อยู่ในความคุ้มครองบางกรณี

2) ถ่ายรูป / วิดีโอระดับน้ำ

ควรเก็บหลักฐานเหล่านี้

  • ระดับน้ำภายนอกรถ
  • ระดับน้ำในห้องโดยสาร
  • ภาพรอบคัน
  • ป้ายทะเบียน
  • ภายในห้องเครื่อง

บริษัทประกันต้องการเห็น “ความสูงของน้ำตอนท่วมจริง”

3) ติดต่อประกันทันที

แจ้งเหตุผ่าน Call Center หรือแอปของบริษัทประกัน พร้อมส่งรูปประกอบ

4) ยกรถไปอู่อย่าขับเอง

ขับเอง ความเสียหายเพิ่ม บางบริษัทตีเป็นผู้ใช้รถประมาท

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการเคลมน้ำท่วม

  • กรมธรรม์ประกันภัย
  • สำเนาทะเบียนรถ (เล่มจริงไม่จำเป็น)
  • บัตรประชาชนผู้เอาประกัน
  • หลักฐานรูปถ่ายน้ำท่วม
  • รายการความเสียหายที่พบ
  • ใบรับรถจากอู่

กรณี Total Loss อาจต้องใช้

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สมุดเล่มทะเบียนรถตัวจริง

ข้อควรระวังที่ทำให้ “เคลมไม่ได้”

แม้รถโดนน้ำท่วม แต่บริษัทประกันอาจ “ปฏิเสธเคลม” ได้ในกรณีต่อไปนี้

1) ขับลุยน้ำจนรถดับเอง

หลายกรมธรรม์ระบุว่า ความเสียหายเกิดจากความเสี่ยงที่ผู้ใช้รถยอมรับเอง

2) สตาร์ทรถทั้งที่น้ำเข้าเครื่อง

จะถูกมองว่า “ทำให้ความเสียหายเพิ่มขึ้น”

3) เปลี่ยนเงื่อนไขในกรมธรรม์โดยไม่แจ้งบริษัท

เช่น เปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยไม่ได้แจ้ง

4) รถใช้เพื่อการพาณิชย์ แต่กรมธรรม์เป็นส่วนบุคคล

บางบริษัทถือว่าใช้ผิดประเภท

สรุป

ความเสียหายจากน้ำท่วมรถยนต์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนักหรือน้ำท่วมฉับพลัน การรู้ว่า “น้ำท่วมรถเคลมได้ไหม” ขึ้นอยู่กับระดับน้ำและชั้นประกันที่ถืออยู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้รถควรเข้าใจให้ชัดเจนไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันการเสียสิทธิ์โดยไม่ตั้งใจ

การเตรียมหลักฐานให้ครบถ้วน และรีบแจ้งประทันทันที จะช่วยให้กระบวนการเคลมเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ควรตรวจสอบเงื่อนไขในกรมธรรม์และเลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้รถของคุณได้รับการปกป้องในทุกสถานการณ์